Tag Archives: japan

[Review] Harajuku Bengal Cat’s Forest

สวัสดีค่ะ คนที่เคยหรืออยากไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น น่าจะเคยได้ยินชื่อย่าน Harajuku กันอยู่บ้างนะคะ

Harajuku เป็นย่านช็อปปิ้ง แฟชั่นวัยรุ่น ในโตเกียว ร้านเสื้อผ้าสวยๆ หลากหลายแนว อยู่ในย่านนี้กันเยอะเลยทีเดียว

บนถนนทาเคชิตะ ซึ่งเป็นถนนช็อปปิ้งใหญ่ของฮาราจูกุ ล่าสุดที่เราไปมาช่วงมกรา 17 เราเห็นว่ามีคาเฟ่แมวอยู่ 2 ร้านค่ะ ด้วยเวลาอันจำกัดเราเลยสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และมารีวิวฝากทุกคน ได้เพียงที่เดียว นั่นก็คือ Harajuku Bengal Cat’s Forest นั่นเอง

แมวเบงกอล เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมกันระหว่างแมวดาวกับแมวบ้านค่ะ เพราะฉะนั้น ลายเค้าจะคล้ายๆ เสือ หรือแมวป่าค่ะ ลายจะเป็นจุดเข้มๆ ตัวใหญ่ ลำตัวยาว

โลเคชั่นของคาเฟ่อยู่ตามนี้เลย หาไม่ยากค่ะ ป้ายใหญ่โตมาก วิธีการเดินทางคือ ให้ลงรถไฟที่สถานี Harajuku (JR) แล้วเดินไปทางถนนทาเคชิตะ ประมาณ 400 เมตร แต่ถ้าใครนั่งเมโทร ก็สามารถลงที่สถานี Meijijingu-Mae ได้นะคะ ซึ่งอยู่บนสาย Chiyoda Line และ Fukutoshin Line นั่นเองค่ะ

จริงๆ คือเราลืมถ่ายรูปป้ายหน้าร้านมาอะ ;__; แต่ป้ายใหญ่มากจริงๆ จะแบ่งเป็น Owl’s Forest กับ Bengal Cat’s Forest นะคะ พอเดินเข้าตึกมา ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 ได้เลย

ออกจากลิฟต์แล้วจะเจอประตู Welcome และมีเรทราคาให้ดูค่ะ รวมถึงบอกว่าให้ถอดรองเท้าด้วย

เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วจะเจอป้ายแนะนำตัวน้องแมวในคาเฟ่แห่งนี้ค่ะ ในบอร์ดนี้มี 12 ตัว แต่เราไม่ได้นับว่าในคาเฟ่จริงๆ มีกี่ตัว แต่เยอะมากๆ อะ ถัดไปคือตู้เก็บรองเท้า ให้เราเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะของร้าน

เปลี่ยนรองเท้าเสร็จ ก็มาที่แคชเชียร์ค่ะ เค้าจะถามว่าจะเข้าเฉพาะส่วนแมว หรือจะเข้านกฮูกด้วย เราเข้าเฉพาะแมว ราคาอยู่ที่ 780 เยน ต่อ 30 นาที มีเครื่องดื่มให้ฟรี 1 แก้วค่ะ เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว พนักงานบอกเพิ่มเติมว่า ตอนนี้คนไม่เยอะ เราอยู่ได้เรื่อยๆ เลยนะ แต่ถ้าคนเยอะเมื่อไหร่ฉันจะบอกเองว่าคนเริ่มเยอะแล้ว ซึ่งเราว่าเป็นเงื่อนไขที่น่ารักมากๆ ค่ะ คือไม่ฟิกซ์เป๊ะว่า 30 นาทีต้องออก อะไรงี้

เงื่อนไขอื่นๆ ก็ค่อนข้างเหมือนคาเฟ่แมวทั่วไปค่ะ จับได้ เล่นได้ แต่ห้ามอุ้ม ยกเว้นว่าแมวมานั่งบนตักคุณเอง และถ่ายรูปได้ แต่ห้ามใช้แฟลช

นี่คือบาร์เครื่องดื่ม ก็คือเป็นตู้กดเครื่องดื่มแก้วๆ นั่นเอง มีเครื่องดื่มหลายประเภทค่ะ เรากินโกโก้ร้อน รสชาติห่วยมาก แต่เครื่องดื่มไม่ใช่ไฮไลท์อยู่แล้ว

ลักษณะของห้องก็จะประมาณนี้ค่ะ ไม่แคบมาก แต่ไม่ใหญ่เท่าไหร่ จากรูปด้านล่าง เราถ่ายจากกึ่งกลางห้องอะค่ะ ก็คูณสองไป จะเป็นพื้นที่ทั้งหมดของร้าน ร้านจะตกแต่งด้วยหญ้า ต้นไม้ ใบไม้เทียมค่ะ รวมถึงพวกของเล่นต่างๆ

ตอนเราเข้าไป มีสาวญี่ปุ่นอยู่สองคน กำลังเล่นแมวเพลินเลย

เจ้าตัวนี้ชอบนั่งตรงข้างเครื่องกรองอากาศค่ะ น่ารักดี

นี่ก็นั่งนิ่งๆ เตรียมออกตะครุบเหยื่อ คือแมวที่คาเฟ่นี้คึกมากกกกกก (⁎˃ᆺ˂) วิ่งเล่น วิ่งไล่กันตลอดเวลาค่าา รูปที่เห็นนิ่งๆ คือนิ่งได้แป๊ปเดียว ก็กระโจนออกไปตะปบเพื่อน

นี่กำลังฝนเล็บอยู่ค่ะ เลยถ่ายออกมาได้เบลอ

นี่ก็วิ่งรอบต้นไม้เลย

เห็นนั่งนิ่งๆ คือจ้องจะโจมตีกัน แบบในรูปนี้เลยจ้ะ ( ̄∇ ̄)

แมวยั้วเยี้ยมาก นั่งดูเฉยๆ ก็มีความสุขละค่ะ ส่วนใหญ่เค้าจะวิ่งเล่นกันเอง ไม่ค่อยสนใจคนเท่าไหร่ค่ะ

ดูสายตาล่าเหยื่อของนาง

สายตาล่าเหยื่อทุกตัวจริงๆ ค่า

นี่ก็เล็งจ้องเพื่อนอยู่เหมือนกัน

ชั้ลเป็นนางพญาสวยๆ

แมวที่นี่ขนลื่นนุ่มนิ่มมากนะคะ แค่ได้ลูบก็ฟินแล้ว ( ̄∇ ̄)

มีแมวตัวนึงถูกจับขังกรงค่าา นางกำลังติดสัด โก่งก้นตลอดเลย ไอ้ตัวผู้ข้างนอกก็เป็นบ้า 55

นั่งเฝ้า เดินวนรอบกรงกันไปจ้า

ตลกดีอะ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าถ้าเค้าติดสัด น่าจะแยกเค้าออกไปเลยมากกว่า ไม่ใช่มาขังกรง แต่รายล้อมไปด้วยผู้ชายแบบนี้น้าgroup3

สุดท้ายเราก็อยู่ที่คาเฟ่ประมาณ 30 นาทีนั่นแหละค่ะ เวลาจำกัดจำเขียดเหลือเกิน (⋟﹏⋞) ก่อนจะกลับอย่าลืมนำแก้วเครื่องดื่มของตัวเองไปทิ้งในที่ที่เค้าจัดให้ไว้ด้วยนะคะ หากทาสแมวคนไหนมีโปรแกรมเข้าโตเกียวแล้ว อย่าลืมแวะไปเล่นเด็กๆ ที่นั่นแล้วเอามาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะค้า

————————————————————

สรุปข้อมูล

การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Harajuku, รถไฟ Metro สถานี Meijijingu-Mae (Chiyoda Line, Fukutoshin Line)

เวลาเปิดปิด: 10:30-19:30

ราคา:  ‎¥780 ต่อ 30 นาที สำหรับผู้ใหญ่

แนะนำ/เปรียบเทียบการใช้งานอินเตอร์เน็ตเมื่อไปญี่ปุ่น/สิงคโปร์ ระหว่าง Sim2Fly กับซิมท้องถิ่น

หลายๆ คนคงมีคำถามในใจเรื่องการใช้งานอินเตอร์เน็ตเมื่อไปเที่ยวต่างประเทศค่ะ ออปชั่นหลักๆ คงจะมีดังนี้

  1. เปิดแพ็คเกจโรมมิ่งของเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ปัจจุบัน
  2. ซื้อซิมสำหรับใช้ดาต้าโรมมิ่งโดยเฉพาะ ในตลาดตอนนี้ที่รู้จักและใช้งานง่ายมีแค่ AIS Sim2Fly ค่ะ
  3. ซื้อซิมของเครือข่ายโทรศัพท์ท้องถิ่นนั้นๆ
  4. อื่นๆ (ไม่แน่ใจ)

ในฐานะที่เราก็เดินทางไปหลายประเทศในหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เราจะซื้อซิมท้องถิ่นที่สนามบินตอนที่เราบินไปถึงทันทีค่ะ บางประเทศก็มีความยุ่งยากในการซื้อซิม บางประเทศก็ง่ายแสนง่าย แต่สองทริปล่าสุดเราได้ใช้ AIS Sim2Fly แล้วค่อนข้างถูกและง่าย วันนี้เลยขอลงรายละเอียดของแต่ละข้อไปนะคะ

ออปชั่น 1 – การเปิดแพ็คเกจโรมมิ่งของเครือข่ายที่ใช้งานปัจจุบัน

อันนี้ไม่สามารถพูดถึงได้มากเท่าไหร่ เพราะไม่มีประสบการณ์ในการใช้ค่ะ ขอเขียนตามความเข้าใจดังนี้ค่ะ

ข้อดี – ใช้เบอร์โทรศัพท์เดิม สะดวก ไม่ต้องตั้งค่าอะไรมากมาย สามารถรับสายโทรเข้าออกได้จากเบอร์ไทย

ข้อเสีย – แพง และมีโอกาสหลุดแพ็คเกจได้ง่าย เช่น สายโทรศัพท์เข้าเยอะกว่าที่คิด หรือใช้เน็ตมากกว่าที่คิด (หลายๆ ผู้ให้บริการมักตัดเน็ตอัตโนมัติหากใช้ครบแพ็คเกจ แต่ก็เสียวอยู่ดี)

สรุป – ออปชั่นนี้จะเหมาะกับผู้มีความจำเป็นต้องติดต่อกิจธุระที่เมืองไทยบ่อยๆ ระหว่างอยู่ต่างประเทศ และมีบัดเจ็ตก้อนใหญ่สำหรับรองรับเรื่องนี้ค่ะ ควรเลือกรายละเอียดแพ็คเกจการให้บริการของเครือข่ายที่ตัวเองใช้งานอยู่ให้เหมาะสมค่ะ ทั้งระยะเวลา ปริมาณการโทรเข้าออก และปริมาณอินเตอร์เน็ตที่ต้องการใช้

ออปชั่น 2 – ซื้อซิมสำหรับใช้ดาต้าโรมมิ่งโดยเฉพาะ

บอกเลยว่าอันนี้ไม่ได้รับเงิน AIS มาแน่นอน แต่เห็นกระทู้พันทิปเยอะแยะมากมายว่าซื้อไปแล้วใช้ไม่ได้ ส่วนตัวเราเองใช้มา 2 ทริปแล้วค่ะด้วยซิมเดิม ค่อนข้างถูกใจเจ้มาก เพราะสะดวก และราคาไม่แพงค่ะ

ปัจจุบัน (24/11/2016) หากซื้อซิมใหม่ จะมีให้เลือก 4 แบบดังรูปด้านล่างค่ะ

เริ่มจากด้านซ้ายนะคะ

  1. แพ็คเกจ 899 สำหรับใช้อินเตอร์เน็ตได้ในยุโรปและอเมริกาค่ะ ใช้เน็ตได้ 3GB นาน 15 วัน
  2. แพ็คเกจ 399 สำหรับใช้อินเตอร์เน็ตในเอเชีย 11 ประเทศ (ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงค์โปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน อินเดีย ลาว มาเก๊า ฟิลิปปินส์และกัมพูชา) เป็นแพ็คเกจยอดฮิตและโคตรเหมาะกับการไปเที่ยว ใช้เน็ตได้ 3GB แต่เสียดายที่ใช้ได้แค่ 8 วัน
  3. แพ็คเกจ 199 ใช้ได้ใน 50 กว่าประเทศทั่วโลก ได้เน็ต 20MB อายุการใช้งาน 30 วัน แต่มียอดเงินให้ใช้โทรเข้ารับสายอยู่ 100 บาท
  4. แพ็คเกจ 50 บาท ใช้ได้ใน 50 กว่าประเทศทั่วโลก อายุการใช้งาน 30 วัน มียอดโทรให้ 15 บาท (เหมือนซิมเปล่านั่นเอง)

สรุปคือเบอร์ 1 และเบอร์ 2 เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ส่วนเบอร์ 3 และ 4 จะเหมาะกับคนที่ต้องการโทรออกรับสายซะมากกว่าค่ะ

สำหรับประชาชนชาวดิจิทัลอย่างพวกเรา แน่นอนค่ะ แพ็คเกจ 399 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณค่ะ

ขั้นตอนการใช้งานมีดังนี้

  1. แนะนำให้ดาวน์โหลดแอป AIS eService ติดเครื่องไว้ก่อนเลยค่ะ สำหรับใช้เติมเงิน เช็คยอดคงเหลือ และซื้อแพ็คเกจเสริม
  2. หากซื้อออนไลน์ เมื่อได้รับซิมแล้ว ให้เอาซิมพร้อมบัตรประชาชนไปลงทะเบียนที่ AIS Shop หรือ Telewiz เสียก่อนนะคะ ไม่งั้นจะใช้งานไม่ได้ (ซิมเติมเงินทุกซิม ปัจจุบันต้องลงทะเบียนตัวตนก่อนค่ะ)
  3. หากอยากซื้อที่ AIS Shop เมื่อซื้อแล้วก็ลงทะเบียนตัวตนอย่างเดียว แต่อย่าเพิ่งทดลองใช้ซิมค่ะ (เพราะซิม 899 และ 399 หาก Activate Sim จะเท่ากับเริ่มใช้แพ็คเกจทันที) หรือหากสะดวกในวันเดินทาง ให้ไปซื้อที่ช็อปที่สนามบินเลยก็ได้ค่ะ ที่ช็อปก็จะลงทะเบียนตัวตน พร้อมเปิดใช้งานแพ็คเกจให้เลย
  4. ระหว่างอยู่บนเครื่อง สลับซิม Sim2Fly มาใส่เครื่อง พอเครื่องแลนด์ดิ้งปุ๊บ ก็ปิด Airplane Mode แล้วรอ SMS คอนเฟิร์มแพ็คเกจเข้า ก็สามารถใช้งานได้เลยค่ะ *อย่าลืม* เปิดการตั้งค่า Cellular Data และ Data Roaming ด้วยนะคะ
  5. ตอนที่ใส่ซิม Sim2Fly แล้วเปิดใช้งาน ใน iOS จะมีป๊อปอัพเด้งขึ้นมาให้ Update Carrier Setting อะไรสักอย่างค่ะ ก็กดอัปเดตไป เหมือนมันเป็นการตั้งค่ากับเครือข่ายที่ประเทศที่เราใช้งานน่ะค่ะ
  6. อื่นๆ ก็เป็นการตั้งค่า Profile หรือ APN ใน Android อันนี้ต้องพึ่งความสามารถส่วนตัวแล้วค่ะหากมีปัญหา แต่โดยเบสิคแล้วเราไม่น่าจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมนะคะ ยกเว้นว่าเคยลง Profile (ใน iPhone) การตั้งค่าอินเตอร์เน็ตของยี่ห้ออื่นอะไรไว้ ถ้าแนะนำก็ควรลบ Profile อันเก่าๆ ออกให้หมดค่ะเพื่อความชัวร์ ถ้าเป็น Android ก็ให้ลบ APN เก่าๆ ที่เคยลงไว้ค่ะ เพื่อไม่ให้รบกวนการตั้งค่าอินเตอร์เน็ตของ Sim2Fly ค่ะ

หมายเหตุ – Partner Operator ที่ญี่ปุ่นจะเป็น Softbank นะคะ (โทรศัพท์จะจับสัญญาณของ Softbank ให้โดยอัตโนมัติค่ะ) ส่วนที่สิงคโปร์จะเป็น Singtel ค่ะ

ปัญหาที่พบ

หากเที่ยวอยู่ ยังไม่ครบ 8 วัน แต่เน็ตหมด 3GB แล้วทำยังไง?

  • ซื้อแพ็คเกจเสริมค่ะ 349 บาท เติมเงินผ่านแอป AIS eService (ตัดบัตรเครดิต) และกดซื้อแพ็คเกจเสริมในแอปได้เลยค่ะ การเข้าใช้งานแอปนี้ต้องล็อกอินผ่านรหัส OTP ที่จะได้รับทาง SMS ด้วยนะคะ

หากเที่ยวเกิน 8 วันทำยังไง?

  • ซื้อแพ็คเกจเสริมอีก 349 บาทเช่นกันค่ะ แต่ต้องลองคำนวณดูนะคะว่าคุ้มค่าหรือเปล่า หากเที่ยวแค่ 9 วัน อาจต้องลองชั่งใจดูว่าวันแรกหรือวันสุดท้ายจะไม่มีเน็ตใช้ อาจจะคุ้มกว่านะคะ

ช็อปที่สนามบิน ซิม 399 หมดทำอย่างไรดี?

  • เพราะว่าซิม 399 เป็นแพ็คเกจยอดฮิต ตอนเราไปซื้อที่ดอนเมืองซิม 399 ก็หมดเหมือนกันค่ะ ที่ช็อปแนะนำว่า จะซื้อเป็นซิมรุ่น 50 บาทให้ แล้วเติมเงิน 350 เพื่อกดสมัครแพ็คเกจเสริม 349 ซึ่งเป็นแพ็คเกจเดียวกับรุ่นซิม 399 ค่ะ -> ผลลัพธ์คือใช้งานได้เหมือนกันนะคะ

อยากรับสายเบอร์เดิมด้วยทำยังไง?

  • ก่อนออกจากเมืองไทย ตั้งค่า Call Divert จากซิมเบอร์ปกติที่ใช้ที่ไทย เข้าเบอร์ Sim2Fly เลยค่ะ เราจะเสียเงินค่า Divert เท่ากับค่าโทรออกในแพ็คเกจปกติที่เราใช้อยู่ค่ะ (และเสียค่ารับสายบน Sim2Fly แยกต่างหากนะคะ)

โทรเข้าหรือรับสาย เสียค่าบริการอย่างไร?

  • แล้วแต่ประเทศที่ไปค่ะ อย่างญี่ปุ่น กดโทรกลับไทยอยู่ที่นาทีละ 6 บาท รับสายก็ 6 บาทเช่นกันค่ะ (ส่วนรับ SMS นั้น ปกติไม่เสียเงินอยู่แล้วค่ะ แม้จะไม่ใช่ Sim2Fly ก็ตาม)
  • หากมีแนวโน้มว่าจะโทรออกหรือต้องรับสายจากไทยแล้วล่ะก็ เติมเงินไปเผื่อได้เลยค่ะ

เก็บซิมไว้ใช้ทริปต่อไปได้หรือไม่?

  • ได้แน่นอนค่ะ แบบเราเนี่ยแหละ 555 แต่ต้องระวังวันหมดอายุนะคะ เติมเงินใส่ไว้ก่อนก็ได้เพื่อให้ได้วันการใช้งานซิมมาค่ะ แล้วพอเราจะเดินทางค่อยกดสมัครแพ็คเกจ 349
  • สามารถเช็ควันหมดอายุซิมได้จากแอป AIS eService ค่ะ

ถ้าซิมใช้ไม่ได้จ้ะทำยังไง?

  • อย่างที่บอกไปในข้อ 6 ข้างบนเลย ถ้าเป็น iPhone ให้ลบ Profile ที่เคยติดตั้งไว้ทั้งหมด (เข้าไปที่ Settings > General > Profile) ถ้าเป็น Android ก็ให้ลบ APN ที่เคยลงไว้ทั้งหมดเหมือนกันค่ะ ตรงนี้จะเป็นการเคลียร์การตั้งค่าที่เคยทำมาอดีตค่ะ ถ้าลบแล้วยังไม่ได้ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงต่อ -__-

  • วิธีการลบใน iPhone ก็ตามรูปข้างต้นเลยค่ะ ถ้าใครทราบ Profile ในตัวอย่างของเราคือ Crashlytics ซึ่งไม่เกี่ยวกับการตั้งค่าอินเตอร์เน็ตใดๆ ค่ะ แต่ถ้าใครไม่แน่ใจว่า Profile ที่มีติดตั้งในเครื่องของเราคืออะไรบ้าง ก็ลบไปให้หมดเลยค่ะ กลับไทยมา ถ้ามันจำเป็นต้องใช้ เดี๋ยวก็สามารถดาวน์โหลดใหม่ได้เองค่ะ
  • Profile หรือ APN ส่วนมากที่เครื่องเราติดตั้งไว้ มักจะเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต เช่น เคยใช้ซิมญี่ปุ่น เวลาใช้ซิมญี่ปุ่น ก็จะมีให้ดาวน์โหลดหรือติดตั้ง APN เพื่อให้ใช้งานเน็ตได้ หรืออย่างเช่น การเชื่อมต่อ Wi-Fi อัตโนมัติของเครือข่ายที่เราใช้งานอยู่พวก dtac AIS บางทีก็จะมีให้ติดตั้ง Profile หรือ APN เช่นกันค่ะ ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อการตั้งค่าเน็ตของ Sim2Fly แน่นอน ให้ลบออกไปก่อนเล้ยยย

สรุป – ตอนนี้ Sim2Fly เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจมากเลยค่ะ หากไปทริปไม่เกิน 8 วันสำหรับเรา

ออปชั่น 3 – ซื้อซิมของเครือข่ายโทรศัพท์ท้องถิ่นนั้นๆ

สองปีที่ผ่านมา เราไปญี่ปุ่นมา 6 รอบ โดย 5 รอบแรกนั้นซื้อซิมใหม่ที่ญี่ปุ่นทุกรอบ 555 มีแค่รอบสุดท้ายที่ทดลองใช้ AIS Sim2Fly แล้วติดใจค่ะ

ญี่ปุ่น

เราไม่ค่อยชอบการใช้ Pocket Wifi เท่าไหร่เพราะต้องพกเครื่องเพิ่ม แล้วยังต้องคอยชาร์จแบตเพิ่มอีก เราเลยมักจะซื้อซิมใหม่ไปเลยค่ะ หนึ่งซิมหนึ่งคนไปเลย จะได้สะดวกในการแยกกันเดินด้วย จริงๆ แล้วซิมญี่ปุ่นเราเคยใช้แบบที่ซื้อจากไทยไป เช่น Samurai และ อื่นๆ แต่ซิมพวกนั้น มักจำกัดปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตต่อวันอยู่ที่ 200MB ซึ่งสำหรับเรามันไม่พอค่ะ เราเลยเลือกที่จะไปซื้อแพ็คเกจซิมที่สนามบินในญี่ปุ่นแทน โดยยี่ห้อที่เราใช้เป็นประจำคือยี่ห้อ Wi-Ho ค่ะ สามารถซื้อได้ที่บูธขายซิม/เช่าพ็อคเก็ต Wi-Fi ที่สนามบินได้เลย (มีทั้งฮาเนดะ นาริตะ คันไซ ฯลฯ) รายละเอียด https://sim.telecomsquare.co.jp/ และเราเองเคยรีวิวการซื้อซิม Wi-Ho ที่ญี่ปุ่นของเราไว้ในส่วนหนึ่งของโพสต์นี้นะคะ http://katoonix.com/2016/05/23/review-fukuoka-nagasaki-1/

แพ็คเกจปัจจุบัน (ณ 24/11/2016) ของ Wi-Ho จะมีแบ่งเป็น 2 แพ็คเกจคือ

  1. 1.5GB ใช้ได้ 7 วัน ราคา 1,500 เยน
  2. 3GB ใช้ได้ 30 วัน ราคา 3,500 เยน

ซึ่งสมมติว่าเราซื้อซิมแพ็คเกจแรก แล้วเราจะใช้เน็ตหมด หรือว่าเราอยู่เกิน 7 วัน ก็สามารถล็อกอินผ่านเว็บของเค้า เพื่อเข้าไปเติมแพ็คเกจผ่านบัตรเครดิตได้ค่ะ โดยราคาอยู่ที่ 1GB 1,980 เยน ทำให้เรามองว่า หากไปเที่ยวเกิน 7 วัน (แหงๆ) ซื้อแพ็ค 3GB 30 วัน 3,500 เยนไปเลยค่ะ คุ้มกว่า

ข้อดี – เหมาะกับคนที่ไปเที่ยวเกิน 7 วัน ใช้งานได้แน่นอน เพราะซื้อซิมเสร็จก็เปลี่ยนซิม ตั้งค่ากันตรงหน้าร้านนั่นแหละ (ของ Wi-Ho ต้องดาวน์โหลด Profile การตั้งค่าของเค้ามาด้วยนะคะ รายละเอียดมีในใบแนบตอนซื้อซิมเรียบร้อยค่ะ ทำไม่ยาก) ไม่ต้องนอยด์เหมือน Sim2Fly ว่าเราจะแจ็คพ็อตใช้ไม่ได้เหมือนเพื่อนๆ ในพันทิปหรือไม่ (สำหรับคนที่ใช้ Sim2Fly ไม่ได้แล้วตั้งกระทู้ในพันทิปนี่เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไมเค้าใช้ไม่ได้ค่ะ อาจอยู่ที่การตั้งค่า Profile ที่ถูกเซ็ตไว้ก่อนใช้ Sim2Fly หรืออาจไม่ได้ลงทะเบียนตัวตนก็ได้นะคะ)

ข้อเสีย – ราคาสูงกว่า Sim2Fly แต่ได้ระยะการใช้งานที่ยาวกว่า และใช้ได้แต่อินเตอร์เน็ตค่ะ โทรเข้าออกไม่ได้ (หากเป็นซิมที่มีเน็ต+โทรเข้าออกได้ ราคาแพงกว่านี้อีกม๊ากกกกก)

สิงคโปร์

ล่าสุดเพิ่งไปสิงคโปร์มาค่ะ เจอแพ็คเกจซิมยั่วยวนอยู่ที่ชั้น Arrival เลย เป็นของยี่ห้อ M1 (เดิมทีเราไม่รู้จัก เคยรู้จักแต่ Starhub กับ Singtel) แต่ๆๆๆ ค่ะ แพ็คเกจมันคือ 1GB $30 (750 บาท) แถมฟรี 100GB ใช้ได้ 7 วัน เอออออะ แถมเยอะไปมั้ยคะพี่ ดูรายละเอียดในเว็บไซต์

ไม่รอช้าค่ะ พุ่งตัวไปซื้อทันที (ซื้อให้เพื่อนค่ะ เนื่องจากเพื่อนยังไม่มีซิม อิ_อิ จะได้ไม่ต้องแชร์ HotSpot ไงเนอะ เผื่อแยกกันเดินด้วย)

ซึ่งในตัว $30 นี้ มียอดเงินให้โทรกลับประเทศได้ด้วย 15 เหรียญค่ะ อัตราค่าโทรเท่าไหร่ไม่รู้เหมือนกัน เรามีเหตุจำเป็นต้องโทรกลับไทย ก็โทรได้เกิน 10 นาทีอยู่เหมือนกันค่ะ

จริงๆ แล้วแพ็คเกจ $30 นี้เป็น Tourist Sim แต่แอบดูในเว็บไซต์นาง Prepaid Data Sim 1GB ราคาแค่ $18 เองค่ะ แต่คิดว่าบูธที่สนามบินอาจจะไม่มีขาย – -*


หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลก่อนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศนะคะ ลองพิจารณาดูว่าแบบไหนเหมาะกับระยะเวลา และลักษณะการใช้งานของเราค่ะ ตอนนี้อะไรต่างๆ ก็ค่อนข้างง่ายค่ะ หากซื้อซิมไม่ทัน หรือซื้อไปแล้วใช้ไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ไปซื้อใหม่ที่สนามบินปลายทางได้เลยค่ะ อาจแพงหน่อยแต่ชัวร์กว่าค่ะ ยังไงก็ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและเที่ยวให้สนุกนะคะ 🙂

[Review] Fukuoka – Nagasaki ทริปสวนสนุกและสวนธรรมชาติ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 2: Kawachi-fujien – Kokura Castle – Inasayama

ทริปตอนที่แล้ว [Review] Fukuoka – Nagasaki ทริปสวนสนุกและสวนธรรมชาติ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 1: Spaceworld

DAY 2 – Kawachi-fujien – Kokura Castle – Inasayama

วันนี้ทรหดมากค่ะ เพราะเราจะไปดูอุโมงค์ดอกวิสเทอเรียกันที่ Kawachi-fujien การเดินทางโดยรถสาธารณะนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก คือต้องนั่ง JR ไปลงสถานี Yahata แล้วต่อรถบัส ลงป้ายสุดท้ายของรถบัส แล้วเดินไปอีก 1 ชั่วโมง ถึงจะถึงสวนค่ะ!!! ลำบากไปมั้ย!

มีวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือ นั่ง Shuttle Bus ของออนเซ็นที่อยู่ติดกับสวนมาค่ะ แต่รถบัสนั้นเค้าเอาไว้สำหรับลูกค้าออนเซ็นเท่านั้น (ถึงแม้จะมีคนกว่า 50% ของรถบัสที่ไม่ได้ไปใช้บริการออนเซ็นก็ตาม) แต่เรารู้สึกไม่ดีค่ะ ถ้าจะไปโกงออนเซ็นเค้า

เพราะฉะนั้น ถึงเวลาจริง เราเลยนั่งแท็กซี่จากสถานี Yahata ไปค่ะ (นั่ง JR Local Line จาก Kokura ไปประมาณ 20 นาที) ค่าแท็กซี่ตกอยู่ที่ 2,590 เยน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็คุ้มแหละ

วันนั้นเราออกจากโรงแรมเช้ามากกกกกก ออกจากโรงแรม 6 โมงนิดๆ ค่ะ นั่งรถไฟ และนั่งแท็กซี่ มาถึง Kawachi-fujien ตอน 7 โมงนิดๆ เท่านั้นเอง สวนเปิด 8 โมง โฮ่

ถึงแม้เราจะไปถึงตอน 7 โมงนิดๆ ก็มีคนมาต่อคิวก่อนหน้าเราประมาณ 15 คนได้ค่ะ เนื่องจากว่าวันนี้เป็น Golden Week ด้วย และในเว็บก็ขู่เหลือเกิน ว่ารถติดมาก รถติดมากแน่ๆ เราไม่อยากรถติดบนแท็กซี่ค่ะ ค่าแท็กซี่อ้วกแน่ เลยรีบมาแต่เช้า

ทั้งนี้ เราได้ซื้อบัตรมาก่อนล่วงหน้าแล้วค่ะ คนละ 500 เยน ตัดผ่านบัตรเครดิต เป็นการจองที่ไว้ก่อน เพราะเค้าจะกันโควต้าไว้ในช่วงที่พีคๆ แบบ Golden Week ค่ะ รายละเอียดเราดูจากที่นี่ http://www.japan-guide.com/e/e4881.html

ใครที่จะไปที่นี่ช่วง Golden Week อย่าลืมซื้อตั๋วมาก่อน แล้วปริ๊นท์ตั๋วออกมาด้วยนะคะ

เราต่อคิวไปได้สักพัก ประมาณ 7:40 เค้าก็เปิดให้เข้าได้เลยค่ะ โดยที่เค้าเก็บเงินเราเพิ่มอีกคนละ 1,000 เยน แสดงว่าวันนั้นเป็นวันที่พีคมาก ราคาเต็มของวันนั้นคือ 1,500 เยนนั่นเอง (ราคาแต่ละวันจะไม่เท่ากัน ถ้าดอกไม้บานเยอะก็จะยิ่งแพง)

ข้อดีของการไปเช้าค่ะ ได้รูปที่ไม่มีคนเลย สวยมากก เราเห็นตากล้องที่อุปกรณ์จัดเต็มมากันเยอะเลยทีเดียวค่ะ ดอกวิสเทอเรียมีทั้งสีขาว สีม่วง และสีชมพู

เดินขึ้นมาบนๆ ก็จะเห็นวิวกว้างๆ เป็นมุมด้านบนของดอกไม้ค่ะ สวยมากเลย ยิ่งบรรยากาศตอนเช้า ที่แดดยังไม่แรงมากแล้ว คือดีอะ

ดอกไม้อื่นๆ ก็มีนะคะ มีใบเมเปิ้ลด้วย เดินในสวนประมาณ 2 ชั่วโมง ก็เดินทั่วแล้วค่ะ เลยขึ้นแท็กซี่ มุ่งตรงมาที่ Kokura Castle เลย เวลาขึ้นแท็กซี่กลับให้แจ้งพนักงานตรงประตูนะคะ เค้าจะจัดคิวขึ้นแท็กซี่ให้ค่ะ โดยรอจากแท็กซี่ที่คนนั่งเข้ามาเนี่ยแหละ

ตอนอยู่บนแท็กซี่ทั้งเราทั้งแฟนหลับค่ะ หลับเป็นตาย พอถึงปราสาทโคคุระ คุณป้าคนขับก็ปลุกเรียก แล้วลดราคาให้ด้วยอะ 55555 จริงๆ มัน 2,5xx คุณป้าบอก 2,500 พอ โอ๊ย เค้าคงเอ็นดูอะ (แต่คุณป้าขับค่อนข้างซิ่ง เราเลยเมารถอะ เพราะถนนบนภูเขามันคดเคี้ยว ป้าก็ซิ่งโค้งไปโค้งมา นี่เลยสลบจ้ะ)

ด้านทางเข้าปราสาทโคคุระค่ะ ตอนเราลงแท็กซี่มา ข้าศึกบุกหนักมาก มองหาห้องน้ำ เห็นป้ายห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกปราสาทค่ะ คือรอบๆ ปราสาทจะเป็นสวนเล็กๆ เราก็วิ่งไปส่งแฟ็กซ์ที่ห้องน้ำในสวนค่ะ ห้องน้ำก็ไม่แย่(มาก)หรอกนะ แต่ไม่มีทิชชู่ และไม่มีถังขยะค่ะ โอย ไมเกรนจะกิน

เรียบร้อยแล้วเราก็เข้ามาด้านในปราสาทค่ะ ปรากฏว่า ห้องน้ำ อยู่ตรงหน้าห้องขายตั๋วในปราสาทเลย น้ำตาจะไหล แล้วเมื่อกี้ชั้นไปเข้าห้องน้ำกรังๆ ในสวนทำไม

ในส่วนของแพ็คเกจที่ปราสาทโคคุระ จะมีให้เลือกค่ะ ว่า 1. ปราสาทอย่างเดียว 2. ปราสาท+สวน 3.ปราสาท+สวน+มิวเซียม

เราเลือกแพ็คเกจสามค่ะ 700 เยนเอง สบายๆ แต่มิวเซียมอะไรก็ไม่รู้หรอกนะ 555

ในปราสาทก็สนุกดีนะคะ มีเล่าประวัติศาสตร์ มีหุ่นแสดงจำลองเหตุการณ์ต่างๆ น่ารักดีค่ะ แต่มีต้องเดินขึ้นหลายชั้นหน่อย และก็ภาษาอังกฤษที่นี่น้อยค่ะ ก็นัวๆ ไป  คือ เมืองโคคุระ เมื่อก่อนเป็นเมืองหลวงเก่าของแถบฟุกุโอกะเลยอะค่ะ เป็นเมืองใหญ่เลย ปราสาทก็เลยใหญ่ มีแม่น้ำ 2 ทิศ ส่วนรูปที่เห็นคือเกี้ยวไดเมียวค่ะ มันโยกได้ด้วย เป็นการจำลองความรู้สึกเวลาเราเป็นราชวงศ์ แล้วบริวารแบกไปบนเกี้ยว 555 แล้วก็มีเครื่องให้เราวิ่งแข่งกับม้าเร็วส่งข่าวด้วย ถ่ายเป็นคลิปมา ตลกมาก 5555

ส่วนชั้นบนสุดของปราสาทโคคุระเป็นที่ชมวิวค่ะ รอบปราสาทเต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย แต่ถ้าลองจินตนาการว่าไม่มีตึกเหล่านี้นี่คือวิวดีมากเลยแหละสมัยก่อน อ้อ ชั้นบนมีตู้ไอติมกูลิโกะด้วยนะคะ 😛 กินติมไปนั่งพักผ่อนไป สบายค่ะ

ปราสาทนี้เป็น Step-Free นะคะ คือ มีเก้าอี้เลื่อนขึ้นบันไดให้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถขึ้นลงบันไดเองได้ค่ะ น่ารักมากเลย ช่วงที่เราไป มีคุณป้าคนนึงใช้ตลอด ขึ้นไปพร้อมๆ กับเราตลอดค่ะ ส่วนคุณลุง(สามี) เป็นคนเข็นรถเข็นให้ โอย น่ารัก

พอลงจากปราสาท แล้วเราก็เดินไปมิวเซียมใกล้ๆ ค่ะ สรุปว่าเป็นมิวเซียมของนักเขียนที่สำคัญคนนึงของญี่ปุ่น เขียนทั้งสไตล์นิยาย หรือประวัติศาสตร์ ความรู้ต่างๆ โดยเค้าเป็นผู้ที่ผ่านช่วงสงครามโลกมา และมีอิทธิพลในสมัยนึงมากเลยทีเดียวค่ะ

เดินชมมิวเซียมเรียบร้อยแล้วก็ไปที่สวนญี่ปุ่นต่อเลย โชคดีมากที่วันที่เราไป เค้าให้ชาวต่างชาติแต่งชุดกิโมโนฟรีค่ะ แถมยังถ่ายรูปให้ฟรีอีกด้วย ตอนแรกเราก็แบบ มันจะฟรีจริงเหรอวะ แต่เออ เราอยากใส่กิโมโนถ่ายรูปมาตั้งแต่ตอนไปเกียวโตแล้ว แต่ตอนนั้นไม่มีเวลา วันนี้ถึงแม้สุดท้ายอาจจะต้องจ่ายเงินก็โอเคแหละ พอคิดได้แบบนี้ก็เลยตอบตกลงเค้าไปว่า I want to try

ตามที่เค้าแจ้งแล้ว แคมเปญนี้ผู้หญิงเข้ามาได้ตลอดเลย แต่สำหรับผู้ชาย จะได้ 20 คนแรกเท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าด้วย แฟนเราก็เลยนั่งรอไป เราก็เดินตามเจ้าหน้าที่เค้าไปค่ะ คนที่คอยนำทางแต่ละจุดน่ารักมาก พูดภาษาอังกฤษได้คนละ 2-3 คำเท่านั้น แต่ก็สื่อกันรู้เรื่องค่ะ เค้าให้เราเลือกตัวกิโมโนก่อน แล้วค่อยเลือกโอบิ ตามด้วยสายรัดโอบิ เราก็ให้เค้าช่วยเลือกด้วย ให้เค้าช่วยแมทช์สีให้ค่ะ

พอเลือกชุดเสร็จ เค้าจะเอาชุดทั้งเซ็ตใส่ถุง แล้วให้เราถือถุงไปห้องแต่งตัว คนที่คอยรับเราที่ห้องแต่งตัวจะเป็นอีกคนนึงค่ะ ในห้องแต่งตัวไม่ใช่ห้องส่วนตัวนะคะ ผู้หญิงหลายคนเปลี่ยนชุดในนี้ค่ะ เราไม่ได้ใส่เสื้อซับในไป ก็ถอดออกเหลือแต่บรา 555555 คือเค้าถามเราแบบตกใจมากว่า Do you have anything inside? Only your bra? 555 คือเราก็ไม่มายนะ ก็แก้ผ้าเลย เหลือแต่บรา แคร์อะไร มีแต่ผู้หญิง แต่ว่าคนอื่นเหมือนเค้าจะมีเสื้อสายเดี่ยวซับในกันหมดเลย 555

แต่งตัวเสร็จออกมา ปรากฏว่า แฟนเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วค่ะ คือ นางพูดญี่ปุ่นได้ ระหว่างรอเรานางก็เมาท์มอยกะสต๊าฟผู้ชายไป เค้าเลยบอกให้เข้าไปเปลี่ยนได้เลย ซะงั้น คุณลุงสต๊าฟลัดคิวให้ค่ะ

กลายเป็นว่า โชคดี ได้ใส่ชุดญี่ปุ่นทั้งคู่ค่ะ ตัวสวนญี่ปุ่นเองไม่ใหญ่ค่ะ ต้นไม้ร่มรื่นดี มีสะพาน มีปลา อบอุ่น

ตั้งแต่ออกจากห้องแต่งตัว จะมีตากล้องเดินตาม 1-2 คนเลยค่ะ น่ารักมาก คือ เหมือนจ้างเค้ามาถ่ายอะไรยังงั้นเลย ถ่ายให้หลายช็อตมาก จัดเต็มมาก จนเราแบบ เฮ้ย จะไม่เสียเงินจริงๆ เหรอ ด้านบนคือรูปที่เค้าพิมพ์ให้เราค่ะ สวยงามเรียบร้อยใส่ซองให้เลย เราได้รับตอนที่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ให้ฟรีๆ เลย ได้มาทั้งหมด 4-5 รูปค่ะ

ส่วน 2 รูปนี้ถ่ายเองค่ะ 555 คือพอตากล้องถ่ายพวกเราเสร็จ (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที) เค้าก็ปล่อยเราเดินเล่นเองค่ะ เดินออกไปได้ที่ด้านนอกสวน ตรงริมปราสาทโคคุระ ก็เลยได้มุมกำแพงอะไรต่างๆ มาด้วย

สรุปว่าค่าชุด ค่ารูป ฟรีทุกอย่างค่ะ โอ๊ย อยากจะจ่ายเงินเลยจริงๆ นะ ทุกคนดีมาก พูดจาดีมากๆ ด้วยค่ะ เอาง่ายๆ ถ้าเป็นที่ไทย มาบอกว่าฟรีๆ แบบนี้ โดนฟันหัวค่าปริ๊นท์รูปใบละ 200 อะเราว่า (แบบพวกเวดดิ้งสตูดิโอชอบหากินอะค่ะ) แต่คนญี่ปุ่น ฟรี คือฟรีจริงๆ รักตรงนี้

ออกจากปราสาทโคคุระก็ทานข้าวเที่ยงค่ะ ข้างๆ ปราสาทมีห้างใหญ่เลย เรากินราเมนที่นั่น จำชื่อร้านไม่ได้ละ ก็รสชาติใช้ได้ค่ะ จากนั้นก็เดินทะลุผ่านย่านการค้า เพื่อกลับเข้าโรงแรมค่ะ ระหว่างทางก็มีร้านอาหาร ร้านขายของอะไรมากมาย ร้านในรูปด้านบนเป็นร้านชาค่ะ ขายขนมและซอฟต์ครีมที่ทำจากชา มันก็ไม่แปลกใช่มั้ยคะ แต่ที่แปลกสำหรับเราคือ นอกจากซอฟต์ครีมมัทฉะแล้ว เค้ามีรสโฮจิฉะด้วย (โฮจิฉะเป็นชาเขียวอีกประเภทนึงค่ะ เราชอบดื่มมาก) 330 เยน

เมื่อเช้าเราเช็คเอาท์ไว้แล้วค่ะ พอถึงโรงแรมก็แค่เอากระเป๋าที่ฝากไว้ จุดหมายต่อไปของเราคือ ไปนางาซากิค่ะ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ก็ถึงนางาซากิตอนประมาณ 6 โมงเย็น เดินจากสถานีนิดเดียว ก็ถึงโรงแรม APA Hotel Nagasaki-ekimae เช็คอินเรียบร้อย กลิ้งไปมา

เนื่องจากวันนี้ทุกอย่างค่อนข้างเสร็จเร็ว เราเลยโยกโปรแกรมชมวิวบน Inasayama มาวันนี้เลย

เค้าเคลมกันว่า จุดชมวิว Inasayama นั้น ติด 1 ใน 3 จุดชมวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น แหม เคลมมาซะขนาดนี้ ใครไปนางาซากิ จะไม่ไปได้ยังไงใช่ปะคะ

วิธีการไปมีหลายวิธีค่ะ คือเหมาแท็กซี่ขึ้นไป หรือนั่ง Ropeway (กระเช้า) ขึ้นไปข้างบนค่ะ แน่นอน ประสบการณ์ที่หายาก คือการขึ้นกระเช้านั่นเอง ระหว่างทางวิวก็ต้องสวยแน่ๆ เลย คิดแบบนั้นเราเลยตัดสินใจขึ้นกระเช้าค่ะ

การไปสถานีขึ้นกระเช้าไม่ยากเท่าไหร่ค่ะ แต่เดินเหนื่อย 5555 วิธีการคือ นั่ง tram ไปลงสถานี Takaramachi ค่ะ (เนื่องจากโรงแรมเราอยู่หน้าสถานีเลย ซึ่งเป็นป้ายแทรมด้วย เลยสะดวกมากๆ)

Credit: Alamy Stock Photo

Credit: Alamy Stock Photo

แทรม หรือรถรางนั้น ราคารอบละ 120 เยน หรือใครจะนั่งไปกลับเยอะๆ สามารถซื้อตั๋ววันได้ที่สถานีรถไฟ ราคา 500 เยนค่ะ การจ่ายเงิน ต้องจ่ายเงินแบบพอดีเท่านั้น หากใครไม่มีเหรียญ สามารถแลกเหรียญได้ที่เครื่องแลกเหรียญ อยู่ข้างคนขับค่ะ (ใส่แบงค์พันเข้าไปในเครื่องได้เลย)

จากสถานี Takaramachai เดินไปทางตะวันตก เดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำไป แล้วเลี้ยวไปทางแยกทางขวาทันทีที่สุดสะพานค่ะ จากเส้นนั้น จะเป็นทางเดินขึ้นเขานิดๆ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ จะเจอประตูศาลเจ้าใหญ่ๆ ก็คือ สถานี Fuji Shrine ของ Ropeway นั่นเอง แต่พวกเราเดินหลงไม่ได้เลี้ยวขวาแรกไป เลยเดินขึ้นไปจนเจอ Ringer Hut เลยได้กิน Saraudon อาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดนางาซากินั่นเอง (แต่จริงๆ Ringer Hut ก็หากินได้ทั่วญี่ปุ่น รวมถึงที่ไทยด้วย – -“)

การเดินทางที่กล่าวไปข้างต้น มาจากการหาข้อมูลของเราค่ะ ทั้งจากบล็อกคนไทย จากเว็บฝรั่ง แต่พอไปถึงสถานที่จริงๆ แล้ว แม่เจ้า.. เค้ามี Free Bus บริการ จากหน้าโรงแรมเลยค่ะ เป็นแบบไปกลับซะด้วย แต่ต้องจองล่วงหน้า คือให้เราติดต่อ reception โรงแรมค่ะ ลองถามได้เลยว่า โรงแรมเรารถบัสไป Ropeway จอดมั้ย โถ่ว ซึ่งรอบแรกของรถบัสจะออกจากจุดแรกคือ 19:00 น. นะคะ รายละเอียดดูได้ที่นี่ nagasaki-ropeway.jp/bus/ ใช้ Google Translate แปลเอาน้า

Ropeway นั้นเปิดตั้งแต่ 10:00-21:00 ค่ะ ราคาไปกลับอยู่ที่ 1,230 เยน tips ใน 4sq บอกว่า หลายๆ โรงแรมจะมีบัตรส่วนลดที่นี่ให้ด้วย ให้ลองถามรีเซปชั่นดู ตอนที่เราไปเราไม่ได้ถามโรงแรม เพราะไม่รู้มาก่อนเลย 5555 แต่ช่วงที่เราไป เค้ามีให้ปริ๊นท์คูปองลดราคาไปจากหน้าเว็บ เหลือราคาไปกลับ 1,100 เยนเท่านั้น nagasaki-ropeway.jp/facility/coupon.php

ความหฤหรรษ์แรกที่ไปถึงคือ คิว-ยาว-มากกกกกกก ทั้งคิวซื้อตั๋ว และคิวขึ้น Ropeway ค่ะ (แยกกัน) กระเช้าหนึ่งเข้าได้ 31 คนเท่านั้นค่ะ มีสองกระเช้า สลับกันขึ้นลง สรุปวันนั้นเราต่อแถวรอประมาณชั่วโมงครึ่ง ค่ะ กว่าจะได้ขึ้น โชคดีมาก ที่เดินหลงไปเจอ Ringer Hut แล้วกินข้าวมาก่อน

พอถึงด้านบน ก็สยองขวัญเลย เพราะเห็นแถวคนต่อคิว รอขึ้น Ropeway ลงไปข้างล่างยาวมากเหมือนกัน – -” แต่ตอนนั้นคือ เออช่างมันเหอะ

จุดชมวิวจะอยู่ชั้น 2 หรือ 3 เนี่ยแหละ สามารถขึ้นลิฟต์ไปได้ หรือว่าจะเดินขึ้นไปจากภายในหอชมวิวก็ได้เช่นกันค่ะ ที่ด้านหน้าหอชมวิวมีจุดถ่ายรูปอยู่ แพ็คเกจต่ำสุดรู้สึกจะ 1,400 เยนค่ะ ถ่ายกับวิวเมืองด้านล่าง พวกเราก็โดนกันไปตามระเบียบ 5555 แต่ว่าเค้าจะส่งไปรษณีย์ไปที่ที่อยู่ที่ญี่ปุ่นนะคะ ไม่ใช่ว่าถ่ายแล้วได้รับเลย เพราะฉะนั้นเราว่าไม่ค่อยเหมาะกับชาวต่างชาติเท่าไหร่ค่ะ (เราได้รับตอนที่กลับไปโตเกียวแล้วพอดี ก็ใช้เวลาประมาณ 4-5 วันเท่านั้นเองค่ะ)

ข้างบนลมแรงและค่อนข้างหนาว พวกเราอยู่กันไม่นานค่ะ ส่วนตัวคือคิดว่าไม่ได้สวยเท่าที่คิดอะ ที่บูดาเปสท์สวยกว่ามาก (เอาไปเปรียบกันคงไม่ได้เนอะ 555) คือมันไม่ค่อยมีแลนด์มาร์คให้เห็นชัดน่ะค่ะ แล้ววิวก็อยู่ไกลมากกกกก

แต่ที่น่าสนใจคือเสาส่งสัญญาณค่ะ มีสองเสา ข้างๆ หอชมวิวเลย แล้วเสานี้จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล หรือบางช่วงจะเล่นโชว์ไฟเลย จากรูปจะเห็นว่าเราเปลี่ยนชุดนะคะ มาใส่เสื้อกะกางเกงขายาวแทน ใส่เดรสสั้นเหมือนตอนกลางวันไม่ไหว อากาศหนาวเลยแหละวันนั้น ใครจะขึ้นไป Inasayama ก็ใส่เสื้อหนากว่าตอนอยู่ข้างล่างอีกสักชิ้นนึงดีกว่าค่ะ

ตอนกลับลงมา คิวรอกลับ Ropeway ยาวมากกกกก เราเลยพยายามหาทางเลือก ระหว่างที่คนนึงต่อคิว อีกคนก็ไปเดินเซอร์เวย์หาทางกลับค่ะ มีแท็กซี่ที่จอดอยู่แถวนั้น แต่พอคุยแล้วก็ได้ความว่าเค้ารอลูกค้ากลับลงไปข้างล่างอยู่ (คือเหมาไปกลับ) รถบัสที่จอดอยู่ก็มีแต่รถบัสทัวร์ เราเห็นป้ายเหมือนป้ายรถเมล์ด้วยนะ แต่ไม่แน่ใจว่ารถจะมามั้ย แล้วสุดท้ายคือ มีคนต่อคิวรอแท็กซี่ด้วยค่ะ คือ โทรเรียกขึ้นมา

ระหว่างพยายามหาทางเลือกเสริมอยู่ ก็เลยรู้สึกช่างแม่งขึ้นมา เออต่อคิวไปเรื่อยๆ ก็ได้ – – สรุปรอกลับประมาณชั่วโมงครึ่ง กว่าจะได้ลงเหมือนเดิมค่ะ

พอลงมาถึงข้างล่าง ก็พยายามจะเดินกลับไปที่สถานีแทรมค่ะ แต่เดินไปได้สักพักก็ท้อแท้ขึ้นมา อยากนั่งแท็กซี่กลับโรงแรมแล้ว T^T ก็เลยเดินไปมองหาแท็กซี่ไป สุดท้ายได้แท็กซี่ที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเลย (จะถึงแทรมอยู่ละ) ก็นั่งกลับไปโรงแรมเลยค่ะ ตายสนิท (ค่าแท็กซี่ 610 เยนเองค่ะ)

กลับเข้าโรงแรมมาได้แป๊ปเดียวก็หิวอีกครั้งจ้า เลยเดินสำรวจแถวๆ ใกล้ๆ โรงแรม ร้านอาหารไม่ค่อยมีเปิดอยู่เท่าไหร่ ตอนนั้นเกือบเที่ยงคืนแล้ว สุดท้ายเข้าร้าน 魚民 (Yumin) ค่ะ

แซลมอนทอดราสชีส

กุ้งเล็กทอดเทมปุระ

ไข่ตุ๋นอะไรสักอย่าง รสชาติแบบไข่น้ำเลย คือให้ตักไข่มากินกับซุปใสๆ อะ

จานสุดท้าย ซีฟู้ดย่าง พออิ่มหนำสำราญเรียบร้อย ก็กลับห้องไปสลบเหมือดค่ะ โปรแกรมวันที่ 3 คือ Huis Ten Bosch สวนสนุกธีมฮอลแลนด์ค่ะ ถ้าเขียนเสร็จเรียบร้อย จะมาอัปเดตลิงก์นะคะ ^^

สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 2 อย่างที่บอกในตอนที่แล้วนะคะ ค่าใช้จ่ายในตารางนี้เป็นของ 2 คนค่ะ โดยมีค่ารถไฟในส่วนของแฟนเราเข้ามาด้วย เพราะเค้าถือบัตร JR Pass ไม่ได้ค่ะ