แนะนำ 5 ที่พักบางแสนราคาหลักร้อย สำหรับสายประหยัด

สวัสดีค่ะ เพื่อนหลายๆ คน รู้ว่าเราเป็นคนชลบุรี เป็นเด็กบางแสนนี่เอง บางครั้งเวลาเพื่อนๆ จะมาเที่ยวชลบุรี ก็จะถามว่า พักที่ไหนดี หรือกินข้าวร้านไหนอร่อย เราก็อยากจะบอกว่า “ไม่รู้” 55555 เพราะเรามักจะนอนอยู่บ้าน ส่วนข้าวก็กินร้านท้องถิ่นเดิมๆ ถูกปากที่บ้าน อะไรแบบนี้มากกว่า

แต่ทั้งนี้ ไหนๆ ก็มีคนถามมาบ่อยๆ เราก็เลยทำรีเสิร์ช เลือกที่พักราคาประหยัดมาเป็นตัวเลือกให้เพื่อนๆ ลองตัดสินใจกันดูนะคะ

บางแสน อยู่ห่างจากกรุงเทพเพียงแค่ประมาณหนึ่งร้อยกิโลเท่านั้นค่ะ ถ้าขับรถมาเองก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงนิดๆ หรือถ้าไม่มีรถ เราอยากแนะนำให้ไปขึ้นรถบัสที่ขนส่งเอกมัยค่ะ ค่าตั๋วประมาณ 90-100 บาทเท่านั้น (ป.1) ไม่แน่ใจราคา เพราะไม่ได้นั่งนานแล้ว ^^” รถใหญ่ นั่งสบาย แอร์เย็น แต่ถ้าใครชอบความตื่นเต้น ก็สามารถนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัยได้นะคะ (สำหรับเราเราไม่แนะนำ เพราะเราอึดอัด ร้อน และเมารถ)

จริงๆ บางแสนมีโรงแรมหรูหลายแห่งนะคะ แต่กลุ่มคนที่มาพักส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ หรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนที่มาทำงานเสียมากกว่า ส่วนคนที่ชอบไปเที่ยวหลายๆ ที่แบบเราๆ นั้น คงจะชอบที่พักราคาประหยัดมากกว่าค่ะ เพราะจริงๆ การเที่ยวบางแสนหรือชลบุรีนั้น ใช้งบน้อยมากๆ เหมือนอยู่ในกรุงเทพล่ะค่ะ นั่งรถสองแถวก็ได้ หรือจะเช่ามอเตอร์ไซค์เอาไว้ขี่รับลมทะเลชิลๆ ก็ได้เช่นกัน และด้วยความที่บางแสนอยู่ใกล้กรุงเทพมากๆ บางคนก็ไปเช้าเย็นกลับก็มีค่ะ

วันนี้ เราทำรีเสิร์ชจากเพื่อนๆ ที่เคยเข้าพัก รวมถึงจากหลายๆ เว็บ ทั้ง Tripadvisor ใช้ดูรีวิวคร่าวๆ และ Traveloka ใช้เสิร์ชดูราคา เว็บนี้ถ้าเลือกที่พักได้แล้วก็กดจองได้เลยนะคะ เค้าทำโปรโมชั่นบ่อย มีออกโค้ดลดราคาผ่านหน้าเพจหลายท่องเที่ยวดังๆ ประจำ ใครที่เป็นสายท่องเที่ยว สายตั๋วโปรแบบเดียวกับเรา น่าจะเคยเห็นผ่านตาอยู่บ้าง

เริ่มจากที่แรกค่ะ

1. 26 Bed and Coffee

30000002000119525_dh

ห้องพักเล็กๆ สไตล์มินิมอลแบบอบอุ่น ราคาอยู่ที่ประมาณ 850-1,200 บาท แล้วแต่ช่วงเวลา หรือจะเช่าอยู่เป็นรายเดือนก็ได้ค่ะ ที่นี่นอกจากจะเป็นที่พักราคาประหยัดแล้ว เค้ายังจริงจังเรื่องกาแฟกันอีกด้วยนะ แอบไปส่องในเพจเฟซบุ๊คเค้ามา เหมือนจะมีเวิร์คช็อปต่างๆ เกี่ยวกับการ brew กาแฟ แล้วชาวต่างชาติที่มาพักที่นี่ก็ดูเป็นสาย Hipster แอบแซ่บอยู่

  • FB: facebook.com/26bedandcoffee/
  • Price check
  • Location – ไม่ติดทะเลหรือถนนหลักของบางแสน คือจะอยู่แถวโซนหนองมนมากกว่า แต่ถ้าใครขับรถหรือเช่ามอเตอร์ไซค์อยู่แล้วก็ถือว่าเดินทางสะดวกเลยค่ะ

 

2. Yanadin Service Apartment

เป็นเซอร์วิส อพาร์ทเมนต์ ขนาดเล็ก จะพักคืนเดียวก็ได้ หรือเช่าเป็นเดือนก็ได้ค่ะ อยู่บนถนนลงหาดบางแสน ติด ม.บูรพา ห่างจากตัวหาดบางแสนประมาณ 1 กิโล ชื่ออพาร์ทเมนต์ดูแขกๆ การตกแต่งภายในก็ดูมีกลิ่นไอของความเป็นแขกอยู่เล็กๆ แต่สวยน่ารักอยู่นะคะ มีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ๆ อยู่ตรงข้ามเยื้องๆ กับตลาดนัดวังมุขด้วย ใครมาทำธุระแถวนี้ พักที่นี่สบายค่ะ ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 500 บาทเท่านั้น

 

ที่พักอีก 3 ที่ จะเป็นที่พักติดหาดนะคะ อยู่ใกล้กับวงเวียนป้ายบางแสนเลย

3. Say Hi Residence

เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ 8 ชั้น มีความดูหรู ดูใหม่ อยู่ใกล้หาดบางแสน หาดวอน ตรงแถววงเวียนป้ายบางแสนใหญ่เลยค่ะ มีบริการห้องพักทั้งรายวันและรายเดือนเช่นกัน มองเห็นวิวทะเลชิลๆ ทุกห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เดินทางไปไหนก็ง่ายเพราะอยู่ใกล้ชายหาด ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 700 บาทเท่านั้น (จริงๆ ถ้าพักแถวนี้ควรเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่เล่นเป็นอย่างมาก)

 

4. Tontalay Hotel

ที่นี่อยู่ตรงถนนบางแสนล่างซอย 2 เป็นซอยใกล้ๆ ตรงวงเวียนป้ายบางแสนอันใหญ่เช่นกันค่ะ ที่นี่เป็นโรงแรมขนาดเล็ก ตกแต่งสไตล์คุณแม่ชอบ มีความสดใส มีสิ่งอำนวยความสะดวกเบื้องต้นค่อนข้างครบค่ะ ทั้ง Wi-Fi ฟรี หรือที่จอดรถ ใครที่อยากมาพักผ่อนหรือมาทำธุระ ที่นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ใครๆ ก็ชอบมาพักกัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 900 บาท

 

5. The Day Hotel

ที่สุดท้ายแล้วค่ะ The Day Hotel การตกแต่งห้องมีหลายแบบแล้วแต่ประเภทของห้อง แต่ดูแล้วอบอุ่นน่านอนสบายมาก ที่นี่อยู่บนถนนบางแสนล่างซอย 2 ใกล้ๆ กับ Tontalay Hotel อันด้านบนค่ะ ก็คือใกล้หาดมาก ตื่นมาก็เดินลงหาดได้เลยทันที และมีบริการให้ปั่นจักรยานฟรี มี Wi-Fi ฟรีในห้องพัก ตู้ยงตู้เย็นมีพร้อม สำหรับห้องริมระเบียงนี่คือซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ มาแช่ไว้ แล้วนั่งชิลริมระเบียงได้สบายๆ ทั้งคืนค่ะ  ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 800 บาทเองจ้ะ

สำหรับใครที่แบบ เสาร์อาทิตย์ ไม่อยากอยู่กรุงเทพ แต่งบก็มีไม่มากเงินเดือนยังไม่ออก (T_T เราเข้าใจ) ก็ไม่ต้องคิดหนักแล้วค่ะ Get Away ไปบางแสนได้ทันที นั่งรถไฟฟ้าไปขนส่งเอกมัยโลดเลยจ้ะ จริงๆ ตอนนี้ที่พักในบางแสนเปิดใหม่เยอะมากๆ นอกจาก 5 ที่พักราคาประหยัดด้านบนแล้ว ลองใช้ Traveloka ค้นหาเพิ่มเติมดูอีกได้นะคะ

Happy weekend everyone 🙂

[Review] Harajuku Bengal Cat’s Forest

สวัสดีค่ะ คนที่เคยหรืออยากไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น น่าจะเคยได้ยินชื่อย่าน Harajuku กันอยู่บ้างนะคะ

Harajuku เป็นย่านช็อปปิ้ง แฟชั่นวัยรุ่น ในโตเกียว ร้านเสื้อผ้าสวยๆ หลากหลายแนว อยู่ในย่านนี้กันเยอะเลยทีเดียว

บนถนนทาเคชิตะ ซึ่งเป็นถนนช็อปปิ้งใหญ่ของฮาราจูกุ ล่าสุดที่เราไปมาช่วงมกรา 17 เราเห็นว่ามีคาเฟ่แมวอยู่ 2 ร้านค่ะ ด้วยเวลาอันจำกัดเราเลยสามารถเข้าไปเยี่ยมชม และมารีวิวฝากทุกคน ได้เพียงที่เดียว นั่นก็คือ Harajuku Bengal Cat’s Forest นั่นเอง

แมวเบงกอล เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมกันระหว่างแมวดาวกับแมวบ้านค่ะ เพราะฉะนั้น ลายเค้าจะคล้ายๆ เสือ หรือแมวป่าค่ะ ลายจะเป็นจุดเข้มๆ ตัวใหญ่ ลำตัวยาว

โลเคชั่นของคาเฟ่อยู่ตามนี้เลย หาไม่ยากค่ะ ป้ายใหญ่โตมาก วิธีการเดินทางคือ ให้ลงรถไฟที่สถานี Harajuku (JR) แล้วเดินไปทางถนนทาเคชิตะ ประมาณ 400 เมตร แต่ถ้าใครนั่งเมโทร ก็สามารถลงที่สถานี Meijijingu-Mae ได้นะคะ ซึ่งอยู่บนสาย Chiyoda Line และ Fukutoshin Line นั่นเองค่ะ

จริงๆ คือเราลืมถ่ายรูปป้ายหน้าร้านมาอะ ;__; แต่ป้ายใหญ่มากจริงๆ จะแบ่งเป็น Owl’s Forest กับ Bengal Cat’s Forest นะคะ พอเดินเข้าตึกมา ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 ได้เลย

ออกจากลิฟต์แล้วจะเจอประตู Welcome และมีเรทราคาให้ดูค่ะ รวมถึงบอกว่าให้ถอดรองเท้าด้วย

เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วจะเจอป้ายแนะนำตัวน้องแมวในคาเฟ่แห่งนี้ค่ะ ในบอร์ดนี้มี 12 ตัว แต่เราไม่ได้นับว่าในคาเฟ่จริงๆ มีกี่ตัว แต่เยอะมากๆ อะ ถัดไปคือตู้เก็บรองเท้า ให้เราเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะของร้าน

เปลี่ยนรองเท้าเสร็จ ก็มาที่แคชเชียร์ค่ะ เค้าจะถามว่าจะเข้าเฉพาะส่วนแมว หรือจะเข้านกฮูกด้วย เราเข้าเฉพาะแมว ราคาอยู่ที่ 780 เยน ต่อ 30 นาที มีเครื่องดื่มให้ฟรี 1 แก้วค่ะ เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว พนักงานบอกเพิ่มเติมว่า ตอนนี้คนไม่เยอะ เราอยู่ได้เรื่อยๆ เลยนะ แต่ถ้าคนเยอะเมื่อไหร่ฉันจะบอกเองว่าคนเริ่มเยอะแล้ว ซึ่งเราว่าเป็นเงื่อนไขที่น่ารักมากๆ ค่ะ คือไม่ฟิกซ์เป๊ะว่า 30 นาทีต้องออก อะไรงี้

เงื่อนไขอื่นๆ ก็ค่อนข้างเหมือนคาเฟ่แมวทั่วไปค่ะ จับได้ เล่นได้ แต่ห้ามอุ้ม ยกเว้นว่าแมวมานั่งบนตักคุณเอง และถ่ายรูปได้ แต่ห้ามใช้แฟลช

นี่คือบาร์เครื่องดื่ม ก็คือเป็นตู้กดเครื่องดื่มแก้วๆ นั่นเอง มีเครื่องดื่มหลายประเภทค่ะ เรากินโกโก้ร้อน รสชาติห่วยมาก แต่เครื่องดื่มไม่ใช่ไฮไลท์อยู่แล้ว

ลักษณะของห้องก็จะประมาณนี้ค่ะ ไม่แคบมาก แต่ไม่ใหญ่เท่าไหร่ จากรูปด้านล่าง เราถ่ายจากกึ่งกลางห้องอะค่ะ ก็คูณสองไป จะเป็นพื้นที่ทั้งหมดของร้าน ร้านจะตกแต่งด้วยหญ้า ต้นไม้ ใบไม้เทียมค่ะ รวมถึงพวกของเล่นต่างๆ

ตอนเราเข้าไป มีสาวญี่ปุ่นอยู่สองคน กำลังเล่นแมวเพลินเลย

เจ้าตัวนี้ชอบนั่งตรงข้างเครื่องกรองอากาศค่ะ น่ารักดี

นี่ก็นั่งนิ่งๆ เตรียมออกตะครุบเหยื่อ คือแมวที่คาเฟ่นี้คึกมากกกกกก (⁎˃ᆺ˂) วิ่งเล่น วิ่งไล่กันตลอดเวลาค่าา รูปที่เห็นนิ่งๆ คือนิ่งได้แป๊ปเดียว ก็กระโจนออกไปตะปบเพื่อน

นี่กำลังฝนเล็บอยู่ค่ะ เลยถ่ายออกมาได้เบลอ

นี่ก็วิ่งรอบต้นไม้เลย

เห็นนั่งนิ่งๆ คือจ้องจะโจมตีกัน แบบในรูปนี้เลยจ้ะ ( ̄∇ ̄)

แมวยั้วเยี้ยมาก นั่งดูเฉยๆ ก็มีความสุขละค่ะ ส่วนใหญ่เค้าจะวิ่งเล่นกันเอง ไม่ค่อยสนใจคนเท่าไหร่ค่ะ

ดูสายตาล่าเหยื่อของนาง

สายตาล่าเหยื่อทุกตัวจริงๆ ค่า

นี่ก็เล็งจ้องเพื่อนอยู่เหมือนกัน

ชั้ลเป็นนางพญาสวยๆ

แมวที่นี่ขนลื่นนุ่มนิ่มมากนะคะ แค่ได้ลูบก็ฟินแล้ว ( ̄∇ ̄)

มีแมวตัวนึงถูกจับขังกรงค่าา นางกำลังติดสัด โก่งก้นตลอดเลย ไอ้ตัวผู้ข้างนอกก็เป็นบ้า 55

นั่งเฝ้า เดินวนรอบกรงกันไปจ้า

ตลกดีอะ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าถ้าเค้าติดสัด น่าจะแยกเค้าออกไปเลยมากกว่า ไม่ใช่มาขังกรง แต่รายล้อมไปด้วยผู้ชายแบบนี้น้าgroup3

สุดท้ายเราก็อยู่ที่คาเฟ่ประมาณ 30 นาทีนั่นแหละค่ะ เวลาจำกัดจำเขียดเหลือเกิน (⋟﹏⋞) ก่อนจะกลับอย่าลืมนำแก้วเครื่องดื่มของตัวเองไปทิ้งในที่ที่เค้าจัดให้ไว้ด้วยนะคะ หากทาสแมวคนไหนมีโปรแกรมเข้าโตเกียวแล้ว อย่าลืมแวะไปเล่นเด็กๆ ที่นั่นแล้วเอามาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะค้า

————————————————————

สรุปข้อมูล

การเดินทาง: รถไฟ JR สถานี Harajuku, รถไฟ Metro สถานี Meijijingu-Mae (Chiyoda Line, Fukutoshin Line)

เวลาเปิดปิด: 10:30-19:30

ราคา:  ‎¥780 ต่อ 30 นาที สำหรับผู้ใหญ่

[Review] ขึ้นทะเบียนว่างงานเพื่อรับเงินทดแทน และสิ่งที่ต้องทำเมื่อลาออก

สวัสดีค่ะ ตอนนี้เพิ่งผ่านปีใหม่มาไม่นาน หลายๆ คนก็คงได้รับโบนัสไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังมองหางานใหม่อยู่ใช่มั้ยคะ

คนส่วนใหญ่คงจะหางานใหม่ให้ได้ก่อนแล้วถึงลาออก แต่ก็มีคนบางส่วนที่ออกจากงานแบบยังไม่มีที่ใหม่เช่นกันค่ะ ซึ่งนั่นทำให้เราเป็น “คนว่างงาน” แฮ่~ วันนี้เลยขอมาแนะนำขั้นตอนตั้งแต่จะลาออก ไปจนถึงตอนว่างงานค่ะ

สิ่งที่ต้องทำเมื่อ “จะ” ลาออก

  1. คุยกับหัวหน้างานโดยตรงเป็นการส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนที่จะบอกคนอื่นในบริษัท ยกเว้นว่าคนนั้นเชื่อใจได้จริงๆ (ซึ่งไม่ควรจะไว้ใจใครในเรื่องเม้าท์มอยในออฟฟิศ และตอนที่เราคุยกัน แผนกข้างๆ อาจแอบฟังแล้วเอาไปเมาท์ต่อ ก่อนที่หัวหน้าเราจะทราบเรื่องก็ได้ ซึ่งนั่นมันไม่ดีเอาเลยค่ะ)
  2. แจ้ง HR เพื่อขอใบลาออก (ขั้นตอนนี้แต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียวค่ะ ลองปรึกษาแผนก HR ทีม Recruitment ดูนะคะ)
  3. ปกติแล้ว จะแจ้งบริษัทล่วงหน้า 30 วันค่ะ แต่สามารถตกลงกับบริษัทได้ว่าอาจจะสั้นกว่านั้น (ไม่มีกฎหมายบังคับนะคะ อย่างของเราก็แจ้งประมาณ 20 วัน)
  4. เรื่องที่ลืมไม่ได้คือ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เราสามารถ “คงเงิน” ไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ค่ะ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเสียภาษีเงินส่วนนี้ย้อนหลัง ถ้าเราเลือกคงเงินไว้แล้ว เราต้องคงเงินไว้เป็นเวลา 90 วันขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุนว่ามีข้อกำหนดอย่างไรบ้าง) และมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 500 บาทต่อปีค่ะ
    • หากต้องการคงเงิน ให้บอก HR ว่าเราจะคงเงินต่อนะคะ HR เค้าจะได้ไม่แจ้งเราออกจากกองทุน (ขั้นตอนนี้แต่ละบริษัทไม่เหมือนกันค่ะ บางที่ HR จะแจ้งกองทุนให้ว่าเรา “คงเงิน” ต่อ หรือบางที่ก็ให้เราติดต่อเอง)
    • หากไม่ได้แจ้งอะไร HR เป็นพิเศษ เค้าจะทำเรื่องลาออกจากกองทุนให้เราค่ะ เมื่อลาออกแล้วเราก็จะได้รับเช็คกองทุนคืนมา
    • สำหรับใครที่ได้งานที่ใหม่แล้ว สามารถแจ้ง HR ว่าจะ “โอน” กองทุนฯ ไปยังของบริษัทใหม่ได้เช่นกันค่ะ
  5. วันสุดท้าย ส่งอีเมลแจ้งคนที่เราทำโปรเจกต์ด้วย หรือต้องคอนแทคด้วย (เช่น คนแผนกอื่น หรือ vendor หรือลูกค้า) ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา สำหรับเรื่องที่เคยติดต่อกันไว้ ให้เขาสามารถติดต่อ (หัวหน้า หรือคนที่มาแทน) เราได้เลย

สิ่งที่ต้องทำ “หลัง” ลาออก

  • ทาง HR จะจัดทำเอกสารทวิ 50 เพื่อให้เราใช้ยื่นภาษีปลายปี บางที่ก็มีหนังสือรับรองการทำงานมาให้ด้วยค่ะ
  • ใครที่ไม่ได้แจ้งคงเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็จะได้รับเช็คกองทุนคืนมา
  • ใครที่ยังไม่ได้งานใหม่ –> ขึ้นทะเบียนว่างงาน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานของประกันสังคมค่ะ (ที่จ่าย 750 บาทมาทุกเดือนเนี่ยแหละะะะะะ เราจะได้คืนบ้างแล้ว)

การขึ้นทะเบียนว่างงาน

การขึ้นทะเบียนว่างงานและรับเงินทดแทนเนี่ย เราต้องทำภายใน 30 วันหลังออกจากงาน เพื่อที่จะได้รับเงินทดแทนนี้เต็มจำนวน 3 เดือนค่ะ (เท่าที่อ่านมา เค้าบอกว่าให้ไปช่วงวันที่ 15-20 หลังออกจากงานจะกำลังดี เพราะนายจ้างเราจะแจ้งการลาออกของเราเรียบร้อยแล้ว) ซึ่งเราสามารถดำเนินการได้ 2 วิธีค่ะ

วิธีแรก – ไปดำเนินการทุกอย่างด้วยตนเอง ที่ “สำนักงานจัดหางาน

วิธีที่สอง – ขึ้นทะเบียนว่างงานออนไลน์ แล้วไปยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ทดแทนที่ “สำนักงานประกันสังคม

ขออธิบายวิธีแรกก่อนค่ะ คือการไปดำเนินการทุกอย่างที่สำนักงานจัดหางาน

ข้อดี – รวดเดียวจบ

ข้อเสีย – ใช้เวลาเยอะ, ต้องนั่งฟังเจ้าหน้าที่อธิบายการหางาน (เพราะเค้าเป็นสำนักงานจัดหางาน), ต้องกรอกแบบฟอร์มจัดหางาน อบรมเข้าทำงาน, เจ้าหน้าที่จะถามนั่นนี่นิดหน่อย, ต้องกรอกเอกสารที่นั่นหลายอย่าง

ขั้นตอนมีดังนี้ค่ะ

  1. บ้านอยู่ใกล้สำนักงานไหน ไปที่นั่นเลยค่ะ สำหรับในกรุงเทพ ดูได้จากลิงก์นี้ http://www.overseas.doe.go.th/bangkok.php เราไปที่เขตพื้นที่ 8 มา อยู่ตรงข้ามเซ็นทรัลบางนา มีที่จอดรถเยอะค่ะ ก็สะดวกดีนะสำหรับคนมีรถ
  2. เอกสารที่ต้องเตรียมไป
    • บัตรประชาชนตัวจริง และสำเนาบัตรประชาชน (เตรียมไป 2-3 ฉบับนะคะ อะไรก็เกิดขึ้นได้)
    • รูปถ่าย 1 นิ้ว 1 รูป (ไม่เกิน 6 เดือน)
    • สำเนาหน้าบัญชีที่เราต้องการรับเงินทดแทน
    • จริงๆ แล้วทั้ง 3 รายการด้านบนก็เพียงพอแล้วค่ะ แต่ในเว็บไซต์ของประกันสังคมบอกว่า ให้เตรียม “หนังสือรับรองการออกจากงานหรือสำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงานของผู้ประกันตนออกจากงานของผู้ประกันตน (สปส. 6 -09)” และ “หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน” ทั้งสองอย่างนี้เขียนว่า “ถ้ามี” ค่ะ ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
  3. ไปถึงแล้วก็หาป้ายค่ะ ยื่นขึ้นทะเบียนว่างงาน หรือบางที่ก็คงมีบัตรคิว (แบบที่ธนาคาร) ก็เลือกให้ถูกประเภท แล้วเจ้าหน้าที่จะแจ้งเองค่ะว่าต้องทำอะไรบ้าง มีแบบฟอร์มประกันสังคม แบบฟอร์มจัดหางาน ฯลฯ
  4. แบบฟอร์ม สปส.2-01/7 หรือแบบฟอร์มคำขอรับประโยชน์ทดแทน กองทุนประกันสังคม กรณีว่างงาน ที่สำนักงานจัดหางานจะมีให้กรอกค่ะ ไม่ต้องเตรียมไป
  5. การรายงานตัว ต้องมารายงานตัวที่สำนักงานจัดหางานทุกเดือนค่ะ ในเอกสารที่เจ้าหน้าที่ยื่นคืนมา จะมีวันที่เราต้องไปรายงานตัวกำหนดอยู่แล้ว (บวกลบได้ 7 วัน สำนักงานเขตใดก็ได้) แต่ไม่แน่ใจว่าหากขึ้นทะเบียนที่สำนักงานจัดหางานแล้ว จะสามารถรายงานตัวออนไลน์ได้หรือไม่ค่ะ

สำหรับวิธีที่สอง การขึ้นทะเบียนแบบออนไลน์

ขั้นตอนมีดังนี้ค่ะ

  1. ลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://empui.doe.go.th/auth/index คลิก “ลงทะเบียน”
  2. กด “ยอมรับและเข้าใช้งาน” และ “ขั้นตอนต่อไป” โดยในขั้นตอนนี้เราจะเห็นได้ว่าเอกสารที่เค้าบอกให้เอาไปสำนักงานประกันสังคมมีแค่ 3 อย่างเท่านั้น (ซึ่งจริงๆ มี 4 อย่าง)
  3. กรอกข้อมูลจากบัตรประชาชนของเรา
  4. กรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ อัพโหลดรูปถ่ายหน้าตรงสำหรับติดบัตร ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล วันเกิด ฯลฯ เมื่อกรอกเรียบร้อยแล้วจะมีป๊อปอัพขึ้นมาถาม ให้คลิก “ดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน”
  5. กรอกข้อมูลการศึกษา อาชีพ จังหวัด ข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ
  6. เมื่อกรอกเรียบร้อยแล้ว จะมีป๊อปอัพเด้งขึ้นมา ว่าต้องใช้เอกสาร 3 อย่างนี้ (ซึ่งจริงๆ มี 4 อย่าง!)
  7. เมื่อกดปิดป๊อปอัพแล้ว เราจะเห็นเอกสาร หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนของเรา

    หน้าตาเป็นแบบนี้เลยค่ะ มีรูปที่เราอัพโหลดขึ้นไปด้วย (ไม่ต้องใช้รูปจริงอีกครั้งตอนยื่นเอกสาร)
  8. จากนั้นให้คลิกไปที่แท็บ “งานแนะนำ” แล้วกดดาวน์โหลดเอกสาร
  9. ขั้นตอนต่อไป ให้เตรียมเอกสารดังนี้ ทั้งหมด 4 รายการ
    • สำเนาบัตรประชาชน 1 ใบ (เตรียมเผื่อๆ ไปอีกได้นะคะ)
    • หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน (จากข้อ 7.) พิมพ์ออกมา 1 ชุดค่ะ **เอกสารชุดนี้ไม่มีจุดไหน ในเว็บไซต์ใดๆ แจ้งบอกเลยว่าให้เอาไปที่สำนักงานประกันสังคมด้วยค่ะ แม้กระทั่งตอนโทรไปถามที่สำนักงานประกันสังคมเองก็เหมือนกัน** 
    • แบบฟอร์มคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (จากข้อ 8.) พิมพ์ออกมาแล้วกรอกให้เรียบร้อย
    • สำเนาหน้าบัญชีธนาคาร
  10. ไปที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านค่ะ ที่ไหนก็ได้ ดูได้จากลิงก์นี้เลยค่ะ  http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?lang=th&cat=860 ของเรา เราไปที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 8 มาค่ะ อยู่เลยจากพาราไดซ์ปาร์คไปนิดเดียว (ระวังเลยนะคะ ไม่มีป้ายบอกอะไรเลย ต้องขับชะลอมากๆ) ที่จอดรถน้อยมากกกกกกค่ะ วนนานมากกว่าจะได้ที่จอด แนะนำให้ไปจอดพาราไดซ์ปาร์คแล้วเดินหรือนั่งวินมานะคะ เพราะวันธรรมดาพาราไดซ์คนน้อยอยู่แล้ว
    อย่าลืม! – ไปวันเวลาราชการนะคะ น่าจะ 8:00-15:00 (ไม่แน่ใจ) ระวังติดพักเที่ยง ค่ะ (12:00-13:00) ถ้าไปโดนตอนพักเที่ยงจะหงุดหงิดมากๆ
  11. กดบัตรคิวตรงหัวข้อ “ว่างงาน”
  12. เรากดบัตรคิวปุ๊บ โดนเรียกทันทีค่ะ ยื่นเอกสารทั้งหมด 4 รายการขั้นต้น แล้วจบเลยค่ะ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายค่ะ แค่บอกให้รายงานตัวในระบบตามกำหนด
  13. จบค่ะ กลับบ้าน

รายละเอียดเพิ่มเติมนะคะ

  • กรณีลาออกเอง จะรับเงินชดเชยได้ 3 เดือน เป็นจำนวน 30% ของรายได้ค่ะ (รายได้ที่นำมาคำนวณสูงสุด 15,000 บาท) เท่ากับว่าหากเรามีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท เราจะได้เงินชดเชยอยู่ที่เดือนละ 5,000 บาท
  • กรณีถูกให้ออกแบบไม่มีความผิด จะรับเงินชดเชยได้ 6 เดือน เป็นจำนวน 50% ของรายได้ที่ไม่เกิน 15,000 บาทค่ะ เท่ากับว่าเราจะได้สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน
  • เงื่อนไขอื่นๆ ดูในเว็บประกันสังคมได้นะคะ แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรพิเศษมากมายค่ะ ถ้าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไปที่ลาออก http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=874
  • เงินชดเชยจะโอนเข้าบัญชีหลังยื่นเอกสาร 7 วัน (เจ้าหน้าที่บอกมา) ที่เหลือก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ค่ะ
  • ระหว่างว่างงานเราสามารถขึ้นทะเบียนประกันตนเองได้นะคะ เผื่อใช้รักษายามเจ็บป่วย (เหรอ?) หรือทำให้การเก็บสะสมเงินกรณีชราภาพในกองทุนประกันสังคมได้ต่อเนื่องค่ะ โดยเราต้องสมัครภายใน 6 เดือนหลังจากลาออกค่ะ รายละเอียด http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=875
  • หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมล็อกอินระบบเข้าไปรายงานตัวตามวันที่กำหนดด้วยนะคะ ตั้งเตือนไว้ล่วงหน้าเลยจ้า

อันนี้เราพิมพ์ข้อมูลเท่าที่ทราบและมีประสบการณ์ตรงนะคะ ใครมีอะไรแตกต่างหรือเพิ่มเติม คอมเมนต์ได้เลยค่ะ

และอย่างน้อยช่วงที่เรารองานใหม่นี้เราก็ได้เงินชดเชยมาเดือนละ 5,000 แน่ะค่ะ ช่วยได้เยอะเลย อย่าลืมไปขึ้นทะเบียนกันนะคะ~~