[Review] เที่ยวเองในมอสโกฤดูร้อน 3 วัน ตอนที่ 1

มอสโก (Moscow) เมืองหลวงของประเทศรัสเซีย (Russia) เป็นประเทศที่พอพูดถึงแล้วฟังดูหนาวใช่มั้ยคะ

เมื่อวันที่ 5-8 มิถุนายนที่ผ่านมา เราไปเที่ยวมอสโกมากับเพื่อนอีก 2 คน (รวมเป็น 3 คน หญิงล้วน)

อยากบอกว่า ร้อนนนนมากกกก อากาศประมาณ 30 องศาค่ะ

แต่เดี๋ยวก่อน.. ถ้าคุณจะบอกว่า เมืองไทย 39 องศานะยะ ถ้ามอสโก 30 องศา นี่ชิวละย่ะ

ขอบอกว่า คุณคิดผิดแล้วววว เพราะอยู่เมืองไทย คุณตากแดดไม่เกินครึ่งชั่วโมง คุณก็เข้าห้องแอร์แล้วล่ะค่าา แต่การมาเที่ยว คือ เดิน เดิน เดิน และเดิน ท่ามกลางแดดเหล่านั้น Orz คล้ำกันไปเลยทีเดียวกับทริป 3 วันนี้ค่ะ

ด้วยข้อจำกัดของเวลาที่มี และไฟลท์บิน ทำให้เราเลือกที่จะเดินทางเพียง 3 วัน ในเมืองเดียวค่ะ (จริงๆ แล้วอยากไป St. Petersburg ด้วย T_T คงต้องไว้โอกาสหน้า) อ้อ.. เราบินออกจากแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษค่ะ ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง(ค่าตั๋ว 140 ปอนด์เองด้วย อิอิ) ในขณะที่ถ้าบินจากกรุงเทพฯ จะใช้เวลา 9 ชั่วโมงครึ่งค่ะ

เราบิน easyjet ออกจากแมนเชสเตอร์เวลา 13:50 มาถึง Domodedovo International Airport (DME) เวลา 20:45 (เวลาท้องถิ่นที่นี่คือ UTC +04:00 ค่ะ คือช้ากว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง) ตัวมอสโกนี้มี 3 สนามบินค่ะ การบินไทยเองก็บินลง DME เหมือนกัน ตอนซื้อตั๋วก็เช็คละ อ้อ.. สนามบินเดียวกับการบินไทย งั้นสนามบินคงใช้ได้อยู่ล่ะ 555 (เพราะ easyjet เป็น low-cost ค่ะ ก็เลยต้องเช็คละเอียดนิดนึง)

การเดินทางออกจาก DME เพื่อเข้าตัวเมืองมอสโกมีหลายวิธี ส่วนตัวเราเองพิจารณา 2 วิธีนี้ไว้ค่ะ คือ

1. นั่ง shuttle bus ราคา 120RUB (25-35 นาที) ไปลงเมโทรสถานี Domodedovskaya แล้วนั่งเมโทรยาวๆ เข้าโรงแรม

2. นั่ง Aeroexpress ราคา 400RUB ใช้เวลา 40-60 นาที ไปลงเมโทรสถานี Paveletskaya แล้วนั่งเมโทรยาวๆ เข้าโรงแรม

ทั้งสองสถานีนี้อยู่สายสีเขียว และโรงแรมเราอยู่ตรงสถานี Belorusskaya ซึ่งเป็นสายสีเขียวเช่นกัน

จากภาพนี้คือสถานีหลักๆ ที่เราไปมานะคะ จริงๆ มีที่ให้ไปมากกว่านี้เย้ออออ และแนะนำให้ทุกคนปริ๊นท์แผนที่เมโทรไปทั้งแบบภาษาอังกฤษและภาษารัสเซียค่ะ เพราะในสถานีเมโทรนั้นมีแต่ภาษารัสเซีย!! อุตส่าห์จดชื่อสถานีเป็นภาษาอังกฤษนี่ไม่มีประโยชน์เลยนะคะ ต้องเทียบเอากับแผนที่ภาษารัสเซียถึงจะอ่านป้ายออกค่ะว่าไปสถานีไหนยังไง ส่วนตัวเราจะใช้ชื่อสถานีภาษาอังกฤษในบล็อกนี้นะคะ เพราะว่า.. พิมพ์ภาษารัสเซียไม่ได้

อ้อ อีกเรื่องคือ ขึ้นลงบันไดเลื่อนที่นี่ ยืนชิดขวา นะคะ :)

กลับมาต่อที่สนามบิน.. สุดท้ายด้วยความเอาง่ายเข้าว่า พวกเราก็เลือกนั่ง Aeroexpress ค่ะ จากสนามบินไม่มีอะไรยากเลย ผ่าน ต.ม. ปุ๊ป เดินผ่านสายพานรับกระเป๋าออกมา แล้วเดินตามป้าย คือเดินไปทางซ้ายตลอด ผ่านโซน departure แล้วก็จะถึงชานชาลา Aeroexpress เลย ส่วนตั๋วก็กดซื้อได้ที่ตู้มีเมนูภาษาอังกฤษค่ะ สบายๆ

Aeroexpress จะออกจากสนามบิน และ Paveletskaya ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง คือที่นาที 00 และนาที 30 ค่ะ (หมายถึง 13:00, 13:30, 14:00, 14:30, …) แต่ละเที่ยวใช้เวลาไม่เท่ากัน (ไม่เข้าใจ) บนรถมีตารางรถไฟแอโรเอ๊กซ์เพรส หยิบได้ฟรีค่ะ เอาไว้ศึกษาได้ว่ารอบไหน ใช้เวลาเดินทางเท่าไหร่ ของเราเดินทางรอบ 21:30 ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีนิดๆ เท่านั้น

หมายเหตุ: ถ้านั่งขบวนสุดท้าย (เข้าชานชาลามาแล้วเดินไปโบกี้ไกลสุด) เวลาไปถึงปลายทาง มันจะกลายเป็นหัวขบวนค่ะ คือเดินเข้าสถานีน้อยลง

เมโทร(รถไฟใต้ดิน) บัส(รถเมล์) และแทรม(รถราง) ของที่นี่จะใช้ระบบบัตรสมาร์ทการ์ดร่วมกันได้นะคะ (ไม่เหมือนบางประเทศที่คุ้นๆ ว่าประกาศว่าจะใช้ได้หลายปีละ จนป่านนี้ก็ยังต้องแยกบัตรเดินทางกันอยู่ คริคริ) การซื้อตั๋ว ให้ซื้อที่สถานีเมโทร จะมีตู้ให้กด เราลองกดแล้ว มันมีให้เลือกแค่ 1 รอบหรือ 2 รอบ =_= สุดท้ายเลยเดินไปซื้อกับห้องตั๋ว คำว่า ticket ที่นี่จะใช้คำว่า Kacca นะคะ เราซื้อแบบ 11 รอบ 320 รูเบิล (เราตีค่าเงินประมาณ 1 รูเบิล = 1 บาทไทยค่ะ เพราะเราแลกเงินมา 1 ปอนด์แลกได้ 54 รูเบิล ซึ่งพอๆ กับแลกเงินบาทเลย)

ตั๋วรถจะมีตั้งแต่ 1 รอบ ถึง 60 รอบ เลยทีเดียว ซึ่งยิ่งซื้อเยอะก็ยิ่งถูก รายละเอียดตามเว็บมอสโกเมโทรเลยค่ะ

จริงๆ แล้วบัตรมันมีหลายแบบมาก มีบัตรเดือน บัตรนักเรียนรัสเซีย บัตรแบบแอคทิเวต 90 นาทีอะไรด้วยก็ไม่รู้ แต่อันนี้คือเข้าใจง่ายดีค่ะ เสียเป็นรอบที่สแกนเข้าสถานี ตอนสแกนบัตรมันจะขึ้นโชว์ว่าเหลือกี่รอบค่ะ เราชอบแบบนี้นะเราว่ามันแฟร์ดี ไม่เหมือนเวลาไปประเทศในยุโรปส่วนใหญ่จะให้เลือกบัตรแบบ 24 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมง อะไรแบบเนี้ยอะค่ะ แบบนั้นไม่ค่อยคุ้มเอาเสียเลยสำหรับเรา

พอเราไปถึงสถานี Paveletskaya ก็เดินตามป้ายเมโทรไปเรื่อยๆ ก่อนถึงตัวสถานีเราเห็นมีบู๊ทของค่ายโทรศัพท์อยู่เราเลยเข้าไปซื้อซิมเล่นเน็ตไม่จำกัด ราคา 600 รูเบิล ของ MTC มาค่ะ Tethering ได้ ใช้กันสบายๆ 3 คน (เพราะโรงแรมมี Wifi เฉพาะ public area ถ้าจะใช้ในห้องต้องเสียเงิน) คนขายพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ก็ภาษามือ ภาษาเขียนกันไป ตลกมาก กว่าจะเข้าใจกันได้ว่าอันลิมิตในมอสโก ส่วนนอกมอสโกใช้ได้ 6 GB ^^ พอไปถึงสถานีเรากำลังจะกดตั๋วซื้อบัตรจากตู้ แล้วมันมีให้เลือกแค่ 1 กับ 2 รอบตามที่เล่าให้ฟัง เราก็เลยกำลังงงๆ ว่าจะทำยังไงดี ยังไม่ทันมองหา Ticket office เลย ก็มีป้าเดินเข้ามา ว่าต้องการตั๋วสำหรับ 3 คนใช่มั้ย นี่ตั๋ว 1 รอบ 40 รูเบิล ฉันขายเธอ 3 คน 100 รูเบิล เราก็บอกว่า ขอดูตั๋วซิ แล้วป้าก็หยิบขึ้นมาให้ดู แล้วเรายังไม่ทันพูดอะไร คือจะบอกว่าไม่เอา นางก็บอกว่า เนี่ยเดินเข้าไปเลยทีละคนนะ แล้วนางก็ตื๊ดบัตร แล้วดันให้เราเข้าไป คือสรุปว่าเราต้องจ่ายเงินให้นาง 100 นึง – – แต่ก็เอาเหอะ พอนางเข้ามาส่งเราเสร็จ นางก็เดินออกไปเลยจ้ะ แหม่.. ตอนนั้นคิดไม่ทัน กำลังเอ๋อๆ ด้วย จริงๆ ป้าฟันพวกเราเละมาก เพราะว่า 11 รอบ 320 รูเบิล ตกรอบละไม่ถึง 30 และป้าน่าจะใช้ตั๋วรายเดือนที่เข้าได้ unlimit (เพื่อนบอกว่ากำลังจะเดินหนี แต่เราดันไปคุยกับป้า.. ยอมรับผิดแต่โดยดี – -)

เราหาข้อมูลมา เค้าบอกว่า มันไม่แปลกถ้าคนหลายคนจะใช้ตั๋วร่วมกันที่นี่ ไม่ผิดกฎ ที่จะตื๊ดบัตรเข้า แล้วส่งบัตรมาให้อีกคน ตืีดเข้ามาอีกรอบ (ตอนขาออกไม่ต้องตื๊ดบัตร) แต่ว่าแบบป้านี่ก็เกินไปนะ

สถานีเป้าหมายคือ  Belorusskaya ตอนเดินออกก็เดินตามๆ คนออกมาเลย ไม่ทันสังเกตว่ามีทางอื่นให้ไปหรือเปล่า พอออกมาบนดินนี่งงเลยทิศไหนเป็นทิศไหน อะไรเป็นอะไร โชคดีที่มีเน็ตและ Google Maps พวกเราเลยเดินถึงโรงแรมได้อย่างปลอดภัย เดินข้ามแยกเป็นว่าเล่น มุดลงทางข้ามใต้ดิน วนไปวนมา งง งง งง

พวกเรานอนโรงแรม Holiday Inn Lesnaya ค่ะ โรงแรมใช้ได้เลยล่ะ(แหงสิ แพงระดับนึงเลย) สะอาด นอนสบาย แอร์เย็น มีทีวี มีอ่างอาบน้ำ ข้อเสียคือ wi-fi เฉพาะ public area, ไม่มีน้ำฟรี, ไม่ให้ใช้ตู้เย็น (ตู้เย็น = มินิบาร์ = ถ้าจะเปิดใช้ตู้เย็นคือเสียตังค์) สาเหตุที่เลือกที่นี่ ไม่ได้ดูจากรีวิวของคนอื่นเลย ดู rating ใน booking.com แล้วก็มีเมโทรใกล้ๆ ที่ไม่ไกลจาก Red Square มาก และมันเป็นเครือ Holiday Inn ด้วย ก็เลยวางใจ

สำหรับคนที่จะมา เราอยากแนะนำให้นอนใกล้ๆ Arbat street หรือ Red Square มากกว่าค่ะ ถึงแม้จะนั่งเมโทรแค่ 4 สถานี แต่ก็ใช้เวลาเหมือนกันนะ และ Area ที่เราไปนอนมันเหมือนเป็น Business area / Financial District ไรงั้นเลยอะค่ะ อารมณ์แบบสีลม สาทร.. ร้านอาหารละแวกนั้น ราคาโหดมากมาย

พอเช็คอิน เก็บของ เข้าห้องน้ำ เรียบร้อย เราก็ลงมาทานอาหารที่ร้าน Beverly Hills Diner ที่อยู่ติดโรงแรม เพราะเห็นป้ายว่าเปิด 24 ชั่วโมง คือตอนนั้นก็จะเที่ยงคืนเข้าไปแล้วอะนะ ห้องพักเราอยู่ชั้น 2 เปิดม่านปุ๊ป คือเห็นร้านนี้อย่างเดียวเลย ตลกดีเหมือนกัน

ร้านนี้เป็นร้าน chain ตกแต่งแบบ Hollywood ยุคหลายสิบปีก่อนอะค่ะ เปิดเพลง เปิด mv เก่าๆ บรรยากาศดีทีเดียว พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ระดับนึงแต่ไม่เก่งมากค่ะ

อาหาร ราคาโหด ทำเอาตกใจอยู่ จานนึง 400-500 บาท บางจาน 700-800 แต่ก็มานึกได้ว่า เพราะเราคิดเป็นเงินบาท มันเลยแพงนี่หว่า.. พอคิดกลับเป็นเงินปอนด์.. เออ 10 ปอนด์ ก็ไม่แพงนักหรอก ราคาปกติของการกินอาหารนอกบ้านที่อังกฤษ (แต่ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี)

แต่ที่ช็อคกว่าคือน้ำทุกอย่าง แพ๊งงง แพง น้ำเปล่า 200 งี้ น้ำมะนาว 280 งี้ เพลียห์

อาหารรสชาติใช้ได้อยู่ค่ะ ที่อร่อยสุดๆ เลยคือ Chocobanana milk shake อร่อยมากกกกก

/me กลับโรงแรม นอนหลับเป็นตาย

ป.ล. อาหารที่ประเทศนี้ portion จะประมาณที่ไทยอะค่ะ เล็กกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ กินจานนึงเรียกว่าไม่อิ่มเท่าไหร่ (ถึงราคาไม่ต่างจากอังกฤษ แต่ที่อังกฤษเสิร์ฟมาจานนึงกินหมดนี่คือจุก)

———————————————————————————————————–

วันที่สอง

ออกจากโรงแรมประมาณเก้าโมงกว่าๆ (ไม่ได้จองอาหารเช้า) กำลังเดินไปขึ้นเมโทรทางเดิมที่มาเมื่อคืน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นทางเข้าเมโทรที่เดินไปจากโรงแรมแค่สัก 150 เมตร….. เอิ่ม.. เมื่อคืนคือไปออกที่ทางออกคนละฝั่งของสี่แยกใหญ่ๆ เลย =”=

พอลงมาที่สถานี คือ งง มาก อะไรเป็นอะไร ป้ายก็มีแต่ภาษารัสเซีย และมันไม่เหมือนเมื่อคืน  เราต้องการขึ้นสายสีเขียวเพื่อไปสถานี Teatralnaya แต่ว่า.. ตอนนี้เราอยู่ที่สายสีอะไร? แหงนหน้าขึ้นไปก็เจอแต่ป้ายประมาณนี้ (ภาพประกอบจากเว็บชาวบ้านค่ะ ยืมเค้ามา ตามเครดิตนะ)

อธิบายให้ฟังนะคะ บรรทัดแรก หมายถึง ถ้าจะไปสายสีแดง ให้ไปซ้ายบน (อาจขึ้นบันไดทางซ้ายมือด้านหน้า) บรรทัดที่สอง ถ้าจะไปสายสีน้ำเงิน ให้ไปขวาบน ส่วนสายที่เราอยู่ตอนนี้ดูจากกลมๆ จุดๆ ระหว่างชื่อสถานีแล้ว ก็คือสายสีเขียวนั่นเองค่ะ ส่วนจะไปสถานีไหนก็มองเอาตามป้ายเลยค่ะ ว่าอยู่ฝั่งซ้ายหรืออยู่ฝั่งขวา (ภาพประกอบนี้ ถ่ายที่สถานี Teatralnaya ซึ่งมีเมโทรผ่านสามสีค่ะ)

พอถึงปลายทางแล้ว ทีนี้ก็ต้องเดาละว่าออกทางออกไหน จะไปเจออะไร เราก็เลยใช้วิธีถามพนักงานเอาค่ะ เราปริ๊นท์ Google Maps ของแต่ละที่เอาไว้แล้วว่าเราจะไปที่ไหน ซึ่งใน Google Maps จะมีชื่อสถานที่ทั้งภาษาอังกฤษและภาษารัสเซียอยู่ด้วยกันน่ะค่ะ ก็ชี้ให้เค้าดูว่าจะไปที่นี่ (ชี้ไปที่ภาษารัสเซีย) แล้วเค้าก็จะบอกเราว่าไปทางไหน ^^

พอขึ้นด้านบนมาแล้วก็จะเจอ Red Square และสิ่งปลูกสร้างๆ ต่างๆ ในบริเวณนั้นค่ะ ประวัติสถานที่ว่าอะไรเป็นอะไรมายังไงไม่ขอเล่าละเอียด เพราะไม่ได้ศึกษา 5555

ร้านขายของที่ระลึกมากมาย

ร้านขายของที่ระลึกมากมาย

 Государственный исторический музей State Historical Museum

Государственный исторический музей State Historical Museum ไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่ข้างนอกสวยมากกก

ГУМ GUM

ด้านในห้าง ГУМ GUM ค่ะ

พวกเราทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้าง GUM ราคาแพงมหาโหดมาก Omelette จานละ 300 เพิ่ม add-on เช่น bacon, cheese 110 Rub / Spinach, mushroom, ham 90 Rub คือในเมนูเขียนไว้แบบนี้ เราก็นึกว่า เพิ่มเซ็ตนึง 110 เราเลยสั่งไข่ เพิ่มเบคอนชีส ปรากฏว่า โดนบวก 110 สองครั้ง คือค่าเบคอน และค่าชีส อย่างละครั้ง แทบร้องไห้

แต่สิ่งที่อร่อยคือ ชาเย็น มะนาว ตะไคร้ ขิง อะไรสักอย่าง มิกซ์ๆ กัน แก้วละ 320 รูเบิล คือตอนนั้นร้อนมาก หิวน้ำมาก อยากกินน้ำเย็นๆ หวานๆ มาก เลยตัดใจสั่ง แต่อร่อยมากจริงงงงงๆๆ พูดแล้วอยากกินอีกค่า แต่สู้ราคาไม่ไหววววนะ T_T

ГУМ GUM จากด้านนอก

ГУМ GUM จากด้านนอก

St. Basil's Cathedral

St. Basil’s Cathedral

หลังจากเข้าห้าง GUM กับเดินถ่ายรูปด้านนอก/ใน St. Basil’s Cathedral แล้ว เป้าหมายต่อไปคือ The Kremlin ซึ่งเปรียบเสมือน White House ของรัสเซียนั่นเอง.. ว่าแต่เข้าทางไหน – -? เดินหาทางเข้านานมากกก สรุปว่าต้องอ้อมไปเข้าอีกด้านหนึ่งของกำแพงค่ะ ไม่ใช่ด้าน Red Square (ไปถามพี่ทหารมา) พอเดินอ้อม(ไกลมาก) มาอีกด้านหนึ่งแล้ว ก็หาทางเข้าไม่เจออีก เดินตรง เลยสวนไปเรื่อยๆๆ ถึงจะเจอที่ขายตั๋ว และทางเข้าต่างๆ ค่ะ แพ็คเกจราคาการเข้าชมของนางก็งงมาก เลยบอกคนขายตั๋วไปว่า เอา include ทุกอย่าง แต่สรุปนางก็ไม่ได้ให้อันที่เป็น exhibition พิเศษมาให้ แต่ก็ช่างเถอะ ณ จุดนั้น เดินกันเหนื่อยมากแล้ว (สรุปคือเราซื้อตั๋วเข้า Cathedral กับ Armory สองอย่างค่ะ)

Cathedral ภายใน The Kremlin

หนึ่งใน Cathedral ภายใน The Kremlin

ลานน้ำพุหน้า Kremlin ค่ะ

ลานน้ำพุหน้า Kremlin ค่ะ

กลับจากบริเวณ Red Square พวกเราก็กลับมาที่ Belorusskaya เหมือนเดิม เข้าโรงแรมไป ด้วยความที่ต้องการซื้อของใช้บางอย่าง เลยไปถามรีเซปชั่นว่าจะซื้อได้ที่ไหน นางก็บอกทางไป supermarket มาให้ พอเดินไปถึงนี่ตื่นตาตื่นใจมาก ทั้งขนมเอย ของกินเอย และน้ำเปล่า ที่ราคาขวดละ 25 รูเบิลเท่านั้น (เมื่อคืนเข้าโรงแรมดึกมากแล้ว ก็เลยต้มน้ำร้อนในห้องเพื่อใช้ดื่มตอนเช้า ส่วนหลังออกจากโรงแรมตอนเช้า ซื้อจากร้านขายของชำในสถานีเมโทร ขวดละ 50 รูเบิล)

ซื้อของเสร็จ ก็เลยว่าจะไปกินอาหารญี่ปุ่นที่เห็นตรงแยกแถวสถานีเมโทร (ที่วันแรกมาแล้วขึ้นผิดฝั่ง) ร้านชื่อ Yakitoriya (ร้านไก่ย่าง) เป็น chain restaurant เหมือนกันค่ะ แต่อาหารราคาไม่แพงเท่าไหร่ ตกคนละ 600-700 และอร่อยมากจริงๆๆ แต่ร้านนี้ก็เป็น fusion food ด้วย คือมีพวกพิซซ่ากับสเต๊กอะไรงี้ด้วยอะค่ะ แต่พวกเราเลือกสั่งอันที่เป็นญี่ปุ่นๆ

ถ้าถามว่าทำไมไม่กินอาหารรัสเซีย คือตอนนั้นไม่มีมู้ดอยากกินนะ และร้านมีตรงไหนบ้างไม่รู้ และตอนนั้นอยากกินอาหารญี่ปุ่น เพราะเมืองที่พวกเราอยู่กันนั้นไม่มีอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ สักร้าน ^^”

เส้นอุด้งผัดแซลมอน

เส้นอุด้งผัดแซลมอน

กินอาหารญี่ปุ่นกันจนฟิน เช็คบิลเสร็จ เค้ามีคูปองให้ขูดๆ สรุปว่า ได้โมฮิโต้ฟรีหนึ่งแก้วถ้ามาทานครั้งหน้า พวกเราก็เก็บบัตรนั้นไว้

กลับโรงแรมมา เดินผ่านฟิตเนสเลยแวะเข้าไปดู เสียบบัตรเปิดประตูเข้าไป (เราสามารถใช้ฟิตเนสโรงแรมได้) ก็มีลู่วิ่ง มีเวทเทรนนิ่ง มีโยคะบอล เป็นห้องเล็กๆ น่ะค่ะ กลิ่นเหงื่อๆ อับๆ ตอนที่เราเข้าไปไม่มีคน และสิ่งที่พวกเราพบคือ!! ตู้ – กด – น้ำ!! เป็นตู้กดน้ำจากแกลลอนน้ำของเนสเล่ค่ะ รีบเติมน้ำใส่ขวดแทบไม่ทัน.. หลังจากวันนี้พวกเราไม่ต้องเสียค่าน้ำเปล่าแล้วสินะ เย่

เรื่องราวของวันถัดไปไว้ต่อตอนสองนะคะ :)

Posted in Uncategorized | 5 Comments

[Review] ขอวีซ่าอเมริกาที่ลอนดอน

สถานะของเราในอังกฤษตอนนี้ คือ อยู่ที่นี่ด้วยวีซ่านักเรียน
บางคนก็อาจถามว่า วีซ่านักเรียนอังกฤษ นี่ไปขอวีซ่าอเมริกาได้ด้วยเหรอ
ก็ตอบเลยว่าขอได้ เพราะไปขอมาแล้ว และผ่านด้วย (แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เล่มพาสปอร์ตคืน เลยไม่รู้ว่าได้ 10 ปีเหมือนที่ไทยหรือเปล่า แต่เท่าที่เพื่อน 2-3 คนไปขอมาก่อนหน้าเรา ก็ได้ valid 10 ปีนะ)

ประเภทวีซ่า

ก่อนอื่นเลยเราต้องเข้าไปอ่านรายละเอียดใน http://london.usembassy.gov/niv/index.html

เราจะขอวีซ่าแบบ Non-immigrant ซึ่งแบ่งอีกเป็นหลาย categories

ที่คุ้นเคยก็คือ B-1/B-2 ซึ่ง B-1 คือ Business Visitors/Domestic Employees ส่วน B-2 คือ Holiday/Tourism/Medical Treatment

ส่วนเรายื่นขอแบบ B-1/B-2 ไปค่ะ (ไม่ได้ระบุว่า B-1 หรือ B-2)

กรอกแบบฟอร์ม

จากนั้น เราก็ต้องเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม DS-160 ที่ https://ceac.state.gov/genniv/ เพื่อ submit เข้าระบบเค้าไป โดยเราจะต้องอัพรูปเข้าไปด้วย

การกรอกแบบฟอร์มก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนขอวีซ่าทั่วๆ ไปค่ะ ทำงาน หรือเรียนอะไร บ้านอยู่ที่ไหน มีเพื่อนหรือญาติอยู่ US มั้ย ไปทำอะไร พักกี่วัน ฯลฯ

ขณะที่สมัครนี้เราเป็น resident ของอังกฤษอยู่ เราก็กรอกชื่อที่อยู่เบอร์โทรทุกอย่างเป็นของอังกฤษทั้งหมด แล้วเราก็ใส่ชื่อที่อยู่ของเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ US ไปด้วย เพื่อเป็นบุคคลอ้างอิง

รูปถ่าย

ที่ทุกคนกังวลน่าจะเป็นเรื่องรูปถ่าย เคยได้ยินมานานแล้วว่ารูปถ่ายวีซ่าอเมริกาต้องเปิดหู

แต่พอเข้าไปดูข้อกำหนดในเว็บ เค้าไม่มีเขียนเรื่องต้องเปิดหูเลยนะ แต่เพื่อความชัวร์ เราก็ทัดหูถ่ายรูปไป โดยที่เราถ่ายรูปเองล่ะ ใช้กล้องถ่ายรูปตั้งเวลาถ่าย เปิดแฟลชอัด

ลิงค์นี้คือข้อกำหนดรูปถ่าย http://travel.state.gov/content/visas/english/general/photos.html

อธิบายได้ว่า

  • เป็นรูปสี ขนาด 2″ x 2″ (51 mm x 51 mm)
  • พิมพ์บนกระดาษที่ได้คุณภาพ (Photo quality paper)
  • ขนาดของศีรษะ (คางถึงบนสุดของหัว) อยู่ที่ 22 mm – 25 mm
  • ถ่ายภายใน 6 เดือน
  • ฉากหลังเป็นสีขาว หรือสีอ่อน
  • หน้ามองตรง
  • สีหน้าปกติ เปิดตามองตรง
  • ใส่ชุดธรรมดา ไม่ใช่เครื่องแบบ ยกเว้นเครื่องแบบทางศาสนาที่ใส่ทุกวัน
  • ห้ามใส่หมวก หรืออะไรปิดผม ยกเว้นเหตุผลทางศาสนา
  • ห้ามใส่หูฟัง หรือบลูทูธ
  • ใส่เครื่องช่วยฟัง หรือแว่นสายตาได้ แต่ต้องเป็นเลนส์ใส และในภาพห้ามมีแสงสะท้อนบนแว่น หรือกรอบแว่นบังตา
  • ห้ามแต่งรูป

อ่านจบก็… ไม่เห็นมีบอกเลยให้เปิดหู

อ้อ.. ในลิงค์ดังกล่าว เค้ามี tool ช่วยตัดรูปด้วยนะ คืออัพโหลดรูปขึ้นไป แล้วเค้าก็จะมีเฟรมหน้าให้ ว่าหน้าต้องไม่เล็กใหญ่เกินนี้ เอียงซ้ายเอียงขวามั้ย

พอได้ไฟล์รูปที่ต้องการแล้ว เราก็อัพโหลดรูปไปพร้อมกับแบบฟอร์มของเราค่ะ (ขนาดรูป 600 x 600 pixel) ทางระบบเค้าจะตรวจสอบรูป แล้วบอกว่าผ่านหรือเปล่าด้วยนะ

ของเราตอนแรกไม่ผ่าน เพราะ.. มีเงาตกบริเวณตา คือ ไม่ได้เปิดแฟลช

ก็เลยถ่ายใหม่ คราวนี้เปิดแฟลช ผ่านแน่นอน ปรากฎว่า…

ก็เลยพยายามจัดกล้องให้ตรง แต่มันไม่ได้ ด้วยตำแหน่งของชั้นวาง ฯลฯ ก็เลยใช้โฟโต้ช็อปคลุงช่วยซะเลย ถึงแม้เค้าจะบอกว่าห้ามรีทัชก็เหอะ เราก็ไม่ได้รีทัชอะไรบนหน้าเราเลยนะ แค่เอาเงาข้างหลังออก พออัพไปครั้งสุดท้าย ในที่สุดก็ผ่าน

เอารูปมาลงนี่พลีชีพมาก ถ่ายตอนกลางคืน ยังไม่ได้อาบน้ำ หน้าไม่แต่ง ครีมไม่ทา หน้าสดของจริง ฮือ แล้วที่ถ่ายเองนี่ไม่ใช่อะไรนะ คืองก

เพราะถ่ายรูปที่นี่ตั้ง 5 ปอนด์แน่ะ – -” แถมได้แค่ 4 รูปเอง ถ้าถ่ายแบบวีซ่าอเมริกา คราวที่แล้วไปถ่ายมาครั้งนึงตอนทำเชงเก้น คือ เกร็งมาก ไหนจะกดปุ่มถ่าย ไหนจะเกร็งตำแหน่งหัว เพลีย

พอเรียบร้อย เราก็ปริ๊นท์รูปออกมาเอง ใส่ photo paper ชนิด glossy ให้ออกมาเหมือนเวลาไปถ่ายมาจากตู้ถ่ายรูป

นัดสัมภาษณ์

พออัพโหลดแบบฟอร์มไปเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องไปนัดเวลาสัมภาษณ์ที่ https://ais.usvisa-info.com/en-gb/niv โดยกรอกหมายเลขแบบฟอร์มของเราเข้าไป เพื่อยืนยัน

ตอนเราเข้าไปเลือกวันสัมภาษณ์รู้สึกว่าวันที่นัดได้เร็วสุดจะประมาณ 10 วันถัดไป ช่วงเวลาจะมีให้เลือก จ-ศ และช่วงเวลาเช้าเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิดจะ 8:00-10:00 มั้ง คือจะมีเวลาให้เลือกเป็นช่วง 15 นาที เช่น 8:15, 8:30, 8:45, …

เราก็แน่นอน เลือก 10:00 อันสุดท้ายเลย เพราะต้องนั่งรถไฟจากลีดส์ไปลอนดอนสองชั่วโมง

แล้วเค้าก็จะมีขั้นตอนให้จ่ายเงิน กับเลือกว่าจะให้พาสปอร์ตไปส่งที่ไหน ตอนแรกเค้าจะให้เราเลือกก่อนว่าจะไปรับพาสปอร์ตที่ศูนย์ไหน (ฟรี) คือหนึ่งเมืองจะมีหนึ่งศูนย์ ซึ่งศูนย์ที่ลีดส์นี่ไกลมาก นั่งแท็กซี่ไปรับเล่มพาสปอร์ตคงแพงมาก แต่ในขั้นตอนนี้ให้เราเลือกๆ ไปก่อน

ค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่า £100 ค่ะ หักบัตรเดบิต

พอจ่ายร้อยปอนด์ไปเสร็จ เค้าจะถามว่า รับบริการส่งเล่มพาสปอร์ตถึงบ้านเพิ่มมั้ย

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก $30 อ่ะ ก็โอเค จ่ายผ่านบัตรเดบิตอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้จะโดนค่าธรรมเนียมธนาคารด้วย คือเวลาจ่ายเงินเป็นสกุลต่างประเทศ (ไม่ใช่ £) เค้าจะมี Non-sterling purchase fee £1.00 (คิดทุกทรานแสคชั่น) และ Non-sterling transaction fee อีก 2.99% ซึ่งรอบนี้ $30 คิดเป็นเงินปอนด์ £17.37 ($30) + £1.00(purchase fee) + £0.53 (Transaction fee) รวมเป็น £18.90 คือ ค่าส่งพาสปอร์ตมาที่บ้าน (แพงมากกกกกกกกกก)

เตรียมเอกสารอื่นๆ

การยื่นขอวีซ่าอเมริกาแบบ B-1 ไม่มีบอกว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง แต่เค้าบอกว่า ให้เตรียมเอกสารตามที่คุณคิดว่าจะ support การขอวีซ่าของคุณ (คือให้คิดเองนั่นแหละ) ส่วน B-2 ถ้าจะไปทำการรักษาตัว ก็ให้มีใบรับรองแพทย์ ใบนั่นนู่นนี่ (ไม่ได้อ่านละเอียด)

ของเรา เราก็เลยเตรียม

  • Bank Statements ย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมประทับตราจากธนาคาร
  • หนังสือรับรองการเป็นนักเรียนจากมหาลัย
  • ใบจองโรงแรมจาก Booking.com (ยกเลิกได้ฟรี)
  • สำเนาพาสปอร์ต
  • สำเนาบัตรนักเรียน
  • รูปถ่ายที่ปริ๊นท์ไปอย่างสวยงาม
  • ใบนัดเวลาสัมภาษณ์ และ ใบ Confirm การยื่นแบบฟอร์มวีซ่า (2 ใบนี้ต้องเอาไป)
  • พาสปอร์ตตัวจริง (ห้ามลืมเด็ดขาดดดด)

วันสัมภาษณ์

The US Embassy, London ตั้งอยู่ที่ 24 Grosvenor Square, London, W1A 2LQ (ในเว็บสถานทูตเค้าบอกว่าถ้าจะหา location ให้ใช้ postcode นี้)

นั่งรถไฟรอบ 06:40 ออกจาก Leeds ไปถึง London King’s Cross เวลา 08:51

จากแผนที่แล้ว ลง Bond Street น่าจะใกล้สุด เราก็นั่ง tube สาย Victoria จาก King’s Cross ไปลง Oxford Circus แล้วเปลี่ยนไป Central Line เพื่อลง Bond Street

พอถึง Oxford Circus ปุ๊ป ก็เดินไปเปลี่ยนสาย ขึ้นรถไฟแล้วถึงเห็นว่ามันมีป้ายติดอยู่ในสถานีว่า สถานี Bond Street ปิดปรับปรุง ให้เดินไปแทน อ้าว… เออไม่เป็นไร ลง Marble Arch ก็ได้

สรุปว่า ก็ไปลง Marble Arch นะ เดินมาไม่ไกล ก็ถึงเลย ใหญ่โตอลังการมาก ธงนานาชาติล้อมรอบสถานทูต (ไม่ได้ถ่ายรูปมา มัวแต่ช็อค)

เราไปถึงสถานทูตประมาณ 09:25  (อ้างอิงเวลาจากการเช็คอินใน 4sq อิอิ)

ที่หน้าสถานทูต มีคนต่อคิวยาวมากกกก 2 แถวขนานกัน เราก็ไม่รู้ว่ามันต่างกันยังไง ตอนแรกนึกว่า เค้าคงตัดเป็นสองแถวเพื่อไม่ให้มันยาวมาก มารู้ทีหลังว่า ต้องต่อแถวซ้ายก่อน เพื่อไปตรวจเอกสาร และเช็คชื่อว่านัดไว้หรือเปล่า แล้วค่อยไปต่อแถวขวา เพื่อต่อคิวตรวจ security เพื่อเข้าไปด้านในสถานทูต ซึ่งโชคดีมากที่ตอนแรกต่อแถวซ้ายไปแบบงงๆ

ระหว่างต่อแถว ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาขอดูพาสปอร์ต ใบนัดเวลา และใบคอนเฟิร์ม รวมถึงจะมีคนมาแจกถุงใสๆ พอถามว่าเอาไว้ใส่อะไร เค้าก็บอกว่า ให้ใส่มือถือ นาฬิกา เข็มขัด และโลหะในกระเป๋า เราก็เอามือถือ ถอดนาฬิกา เอา mobile booster สายชาร์จ กระเป๋าตังค์ ใส่ไว้ในถุงใส พอถึงจุดตรวจ security จริงๆ ก็ไม่มีอะไรเลย เอาถุงใส กระเป๋า เอกสาร วางในถาด แล้วก็ผ่านเครื่องสแกน จบ ง่ายมาก อ้อ ที่นี่ห้ามเอา laptop เข้านะคะ

พอผ่านจุดซีเคียวริตี้ ก็เดินตามป้าย เข้าประตูไป มีเจ้าหน้าที่ reception นั่งอยู่ที่ counter ก็ยื่นเอกสารให้เค้า เค้าจะปริ๊นท์สติ๊กเกอร์มาสามแผ่น เป็นหมายเลขประจำตัวของเรา (ของเรา N 340) แล้วเราก็เข้าไปนั่งด้านในเพื่อรอเรียก (เราเข้าตึกไปตอน 09:49 อ้างอิงจากเวลาที่ปริ๊นท์บนบัตรค่ะ สรุปคือใช้เวลาด้านหน้าประมาณ 25 นาทีก่อนเข้ามาด้านใน)

ด้านในเค้าติดป้ายว่าห้ามถ่ายรูปค่ะ แล้วก็ห้ามใช้โทรศัพท์ที่จุด Interview window

ด้านในจะเป็นห้องนั่งรถใหญ่ๆ มีเก้าอี้เป็นแพๆ คนเยอะแยะมากมาย ด้านหน้าของห้องมีหน้าจออันใหญ่ๆ เพื่อบอกหมายเลขคิวที่เรียก และมีจุดขายของเล็กๆ คือ ขายชากาแฟ ขนมกุบกิบ แล้วก็แซนวิช ด้วยความที่ข้าพเจ้าหิวมาก เลยไปซื้อแซนวิชที่ไม่มีป้ายราคาติด.. โดนไป £3 สวัสดีค่ะ

ส่วนด้านขวามือของห้อง จะเป็นเคาน์เตอร์ห้องกระจก เหมือนแคชเชียร์ บขส. อะ พูดไม่ถูก 55 จะเป็นคอกๆ กั้น เค้าเรียกว่า window 1-11 แล้วก็จะมีอีกโซนนึงต้องเดินเข้าซอยผ่านหน้าห้องน้ำไป อันนี้จะเป็น window 12-25

ห้องน้ำมีแยก ญ ช และ disable มีตู้กดน้ำดื่มหน้าห้องน้ำ (นี่ก็นั่งคอแห้งไปตั้งนาน ไม่รู้ว่ามีตู้กดน้ำ ไม่อยากซื้อน้ำเพิ่มเนื่องจากโดนแซนวิชไปแล้ว 3 ปอนด์)

เราโดนเรียกรอบแรกตอนประมาณ 10:50 (คือนั่งรอชั่วโมงนึง) ไปถึงเค้าก็ให้ยื่นเอกสาร คือแค่ใบนัดเวลากับใบคอนเฟิร์มยื่นแบบฟอร์มและพาสปอร์ตตัวจริงแค่นี้ ไม่ได้ขอเอกสารอย่างอื่นเพิ่ม เค้าก็พิมพ์ๆ แล้วก็อ่านๆ แล้วก็ถามว่าไปทำอะไร ตอนนี้เป็น student visa ที่นี่ใช่มั้ย อะ.. สแกนนิ้ว สี่นิ้วด้านซ้าย สี่นิ้วด้านขวา นิ้วโป้งซ้าย แล้วก็นิ้วโป้งขวา คุยกันแค่ 2 นาทีก็เสร็จละ

เสร็จแล้วเค้าก็ยื่นสติ๊กเกอร์หมายเลขคืนมาให้เราอันนึง แล้วบอกว่ากลับไปนั่งรอเรียกอีกครั้ง

เราสังเกตว่า ตอนที่นั่งรอรอบแรก หมายเลขมันจะสลับๆ แต่มันจะมีอันที่เรียงกัน เช่น N301, N259, N263, N302, N303, V179, N246, N304

คือ พวกรหัส N301-N304 เนี่ย คือพวกที่รอเรียกรอบแรก จะเรียกตามลำดับ ส่วน N259,N263,N246 พวกนี้คือรอเรียบรอบสอง ซึ่งแล้วแต่คนเลยว่า จะโดนเรียกก่อนเรียกหลัง ส่วน V179 นี่ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกัน คงเป็นวีซ่าอีกประเภทนึง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรหัส V กับ รหัส I เท่าไหร่

คนเรียกรอบแรก จะให้ไปที่หน้าต่าง 1-11 ส่วนรอบสองจะเป็นหน้าต่าง 12-25

เพราะฉะนั้น ตอนรอเรียกรอบแรก ของเราเลข N340 ก็นั่งรอดูได้เลยว่าใกล้หรือยัง คือกะเวลาได้ ไปเข้าห้องน้ำได้ แต่พอรอบสองคือ มันแล้วแต่คนจริงๆ ว่าได้เร็วได้ช้า

ของเราจัดว่าช้ามากกก กว่าจะได้รอบสอง เพราะว่าเราเห็นว่ารหัสของคนที่เรียกรอบสอง มีเรียกไปถึง N410 แล้ว แต่เรายังไม่ได้เลย TT

เราโดนเรียกรอบสองประมาณ 11:45 (รออีกหนึ่งชั่วโมง) ให้ไป window 22 ไปถึงเค้าก็ถามว่า ตอนนี้เป็นนักเรียนใช่มั้ย (yes) จะไปที่ไหน (San Francisco) ไปทำอะไร (to visit my friend) ไปนานแค่ไหน (1 week) ไปคนเดียวเหรอ (No, my friend is studying in the US, so we will meet there) แล้วเค้าก็บอกว่า Ok. Your visa has been approved. Please wait for your passport to be delivered. It takes about 3 or 4 working days, which should be on next Thursday or Friday. จบ บายย เทคแคร์ สวัสดี

สรุป process

1. ต่อคิวด้านนอก เพื่อตรวจเอกสารและผ่าน security ใช้เวลา 25 นาที

2. เข้ามาด้านใน นั่งรอเพื่อยื่นเอกสาร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

3. นั่งรอการตรวจสอบเพื่อฟังผลว่าผ่านรึเปล่า ใช้เวลา 1 ชั่วโมง

4. รอพาสปอร์ตมาส่งที่บ้าน ใช้เวลา 3-4 วันทำการ

หมายเหตุ กรณีของเราคือไม่โดนขอดูเอกสารอะไรเลยสักอย่าง (ใช้แค่ใบนัดเวลากับใบคอนเฟิร์มแบบฟอร์มและพาสปอร์ตตัวจริงแค่นั้น) แต่เพื่อนเราโดนขอดูใบรับรองเป็นนักเรียนและรูปถ่ายนะจ๊ะ เพราะฉะนั้น เราสรุปให้ไม่ได้จริงๆ ว่าเค้าจะขอดูอะไรเพิ่มบ้างมั้ย

ทั้งหมดก็ประมาณนี้นะ ตอนนี้ก็รอพาสปอร์ตมาส่ง หวังว่าน่าจะได้ 10 ปีนะ ไว้เดี๋ยวมาอัพเดทอีกที :)

[อัพเดท] 8/5/14

วันศุกร์ที่ 2 ไปทำวีซ่า
วันพุธที่ 7 ได้อีเมล์แจ้งส่งพาสปอร์ต
วันพฤหัสที่ 8 ได้รับพาสปอร์ตตอนเที่ยงๆ

พี่คนส่งของเค้าโทรมา ให้ลงไปรับของ พร้อมเอา id ยืนยันตัวเองด้วย เราก็เลยหยิบบัตรนักเรียนลงไปยืนยัน พี่เค้าก็แซวว่านามสกุลยาวมากกก (คือพี่เค้าต้องพิมพ์นามสกุลคนรับของลงในเครื่อง handheld) สงสารคนส่งของทุกครั้งเลย 555555

สรุปว่าได้วีซ่าสิบปีค่ะ แถมออกจากลอนดอนด้วย เท่สุดๆ :D

รูปถ่ายออกมาก็ไม่แย่นะ คงเพราะเป็นขาวดำด้วยล่ะมั้ง :P

 

Posted in UK life | Tagged , , | 9 Comments

หนังที่ไม่ได้ดู

ตอนแรกว่าจะเขียนเป็น Note ในเฟซบุ๊ค แต่ความผิดพลาดทางอะไรไม่รู้ ทำให้ไม่สามารถ edit text box ได้ (สงสัยต้องใช้ IE เปิดเสียล่ะมั้ง) เอาเป็นว่า อยากจะโน้ตไว้ว่าหนังอะไรบ้างที่คิดว่าอยากดู แต่ยังไม่ได้ดู กลับไทยไป จะไปซื้อ DVD มานั่งดูนะ

- The Secret Life of Walter Mitty

- Non-Stop

- Her

- Frozen

 

for Aticharn

- The Hunger Games: Catching Fire

- About Time

Posted in PERSONAL life | 1 Comment